Wednesday, September 21, 2011

เรื่องย่อ รอยใหม ตอน7 ละครช่อง3



ตอนที่ 7

มณีรินกลับมาถึงเรือน ก็สั่งคำเที่ยงให้ออกไปเสาะหาฝ้าย เพื่อนำมาทอผ้าห่มพระธาตุแข่งกับบัวเงิน

“อ้าว ก็ปี้หันเจ้ารินเฉยๆบ่อยากจะแข่งขันกับไผ” คำเที่ยงแปลกใจ

“เฮาเปลี่ยนใจ๋แล้ว เฮาจะแข่ง แล้วเฮาก่อต้องการจะเป๋นผู้ชนะด้วย ผ้าของเฮาต้องได้ห่มองค์พระธาตุบ่ใจ่ห่มฐาน”

“ป๊าด อะหยังดลจิตดลใจ๋เจ้ารินของปี้กันเนาะ บอกปี้ได้ก่อ”

“บ่มีอะหยัง เฮาแค่อยากถวายเป๋นพุทธบูชา” มณีรินเก็บอาการ

“ถ้าจะอั้น เจ้ารินบ่ต้องห่วงปี้จะฮื้อคนไปสืบฮื้อ งานนี้หม่อมบัวเงินหงายหลังเงิบแน่บ่ฮู้จักคนเจียงตุงเสียแล้ว ถึงคราวสู้ สู้ยิบตาขนาดไหน” คำเที่ยงฮึกเหิมออกหน้าออกตา แล้วรีบเกณฑ์บริวารออกไปช่วยกันเสาะหาฝ้าย
เมื่อเรื่องรู้ไปถึงหูอีเม้ย มันรีบเข้าไปรายงานผู้เป็นนาย “อีคำเที่ยงมันเที่ยวฮื้อคนของมันไปเสาะถามว่าตี้ไหนมีฝ้ายงามๆผ่องมันจะเอามาฮื้อนายของมันตอผ้าแข่งกับหม่อมเจ้า”

“ต่อหน้ามันทำหงิมๆลับหลังมันก้อคิดจะล้างกู อีเม้ยมึงรีบส่งคนของเฮาออกไปนอกคุ้ม จาวบ้าน บ้านไหนมันเก็บฝ้ายแล้ว เอามาหื้อหมด อย่าฮื้อเหลือแม้แต่ดอกเดียว บอกมันไปว่า เจ้าหลวงเปิ้นสั่ง”

“หื้อเม้ยอ้างเจ้าหลวงเปิ้นไปเลยละเจ้า จะดีก๊าเจ้า หม่อมเจ้า”

“มึงจะกั๋วอะหยังอีเม้ย กูอยู่ตรงนี้ตั้งคนอีบ้านไหนมันขยักฝ้ายเอาไว้มึงก่อขู่มันไปว่าต้องโดนตัวหัว อีบ้านไหนมันอิดๆออดๆมึงก็เอาเงินฟาดหัวมันไป กูต้องได้ฝ้ายทุกดอกในเจียงใหม่ เพราะกูอยากจะหันน้ำหน้าอีมณีรินว่า ถ้ามันบ่มีฝ้ายซักดอกเดียวหื้อมันหัน มันจะเอาปัญญาตี้ไหนมาแข่งกะกู”

“ป๊าด หม่อมของเม้ยนี่เป๋นแม่ญิงตี้ฉลาดปราดเปรื่องตี้สุดในล้านนานี้เลยเจ้า” อีเม้ยประจบแล้วคลานออกไปเรียกบริวาร “อีพวกเด็กๆมึงมานี่กั๋นหื้อหมดหม่อมเปิ้นมีงานสำคัญจะหื้อพวกมึงทำ”

เหล่าบริวารเข้ามาร่วมประชุม บัวเงินกระหยิ่มมั่นใจว่า ชนะมณีรินแน่นอน

ooooooo

ดึกแล้วแต่เจ้าศิริวงศ์ไม่อาจข่มตาลงได้ เขาหยิบโคลงล้านนาของมณีรินมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกถ้อยคำยิ่งตอกย้ำความทุกข์ในความรัก เพราะทางออกสำหรับปัญหานี้ช่างมืดมน เจ้าหนุ่มเดินลงมาในสวน เพื่อสงบจิตใจ แต่กลับเห็นบัวเงินและอีเม้ยเดินสวนมาจึงรีบหลบ เขาได้ยินบัวเงินไล่ให้อีเม้ย กลับไป เพราะคืนนี้จะอยู่รับใช้เจ้าศิริวัฒนาถึงเช้า

“หม่อมอย่าลืมร่ายคาถา ก่อนเข้าห้องเจ้าเปิ้นนะเจ้า เปิ้นจะได้ฮักได้หลงหม่อมคนเดียว บ่ต้องไปคิดถึงอีคนเฮือน ปู้น” อีเม้ยเตือน

“เออ กูมีอิ๋น อยู่กับตัวอยู่แล้ว...มึงคอยไค่หัวเอาไว้หื้อดีเต๊อะ ถ้ากูได้ลูกกับเจ้าอ้ายของกูก่อนเปิ้นจะแต่งงานกับอีมณีริน มันจะยะหน้ายังได ไป...มึงปิ๊กได้แล้ว” บัวเงินไล่

อีเม้ยรับคำสั่งเดินแยกกลับออกไป บัวเงินมุ่งหน้าไปที่ตึก บ่าวมองตามนาย เจ้าศิริวงศ์นึกห่วงมณีรินต้องเจอศึกหนักเมื่อแต่งงานกับเจ้าศิริวัฒนา

บัวเงินเข้ามาหยุดหน้าห้องเจ้าศิริวัฒนา เธอประนมมือขึ้นร่ายคาถางึมงำปลุกเสกความขลังของอิ๋น แล้วเป่าเพี้ยงๆอยู่หลายที แต่ยังไม่ทันท่องคาถาจบ ประตูห้องก็เปิดออก บัวเงิน ชะงักเข้าใจว่าขลังจริง นางรีบถามเจ้าศิริวัฒนาว่า กำลังจะลงไปหาตนหรือ

“เปล่าพี่แค่จะไปห้องน้ำ”

“งั้นน้อง เข้าไปคอยในห้องเจ้าพี่นะเจ้า” บัวเงินจะเข้าห้อง

เจ้าศิริวัฒนาร้องห้ามอ้างว่า คืนนี้ต้องทำงานเรื่องเอกสารต่อให้เสร็จและเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว บัวเงินฉีกยิ้มอาสานวดให้ แต่เจ้าศิริวัฒนายืนยันคำเดิมแล้วไล่ให้บัวเงินกลับเรือนไป บัวเงินกร่อยสนิท

เมื่อบัวเงินไม่อยู่อีเม้ยก็ได้โอกาสขึ้นไปนั่งบนที่ของบัวเงินแล้วเรียกบริวารมาบีบนวดทำเหมือนเป็นนายอีกคน สักพักบัวเงินก็กลับมาถึง นางตวาดจนอีเม้ยสะดุ้งสุดตัว กระโจน ลงมาจากที่นั่งแทบไม่ทัน
“อีเม้ย มึงกล้าดียังไงขึ้นไปนั่งบนที่กู” บัวเงินเสียงเขียว
“เม้ย...เม้ย...เม้ยแค่อยากลองนั่งดูว่ามันสบายจริงรึเปล่าเจ้า เผื่อไม่สบายจะได้เย็บฟูกน้อยมารองเจ้า ทำไมหม่อมกลับมาไวนัก หรือว่าเจ้าเปิ้น...” อีเม้ยแอบยิ้มนึกไปไกล
“คาถาของมึงไม่เห็นจะได้ผล เจ้าพี่ไล่ตะเพิดกูลงมานี่”
“เป็นไปได้ยังไง เม้ยว่าหม่อมท่องผิดหรือไม่อย่างนั้นก็ท่องไม่ครบมากกว่า” อีเม้ยอ้าง
บัวเงินนิ่งคิดเห็นจริงดังอีเม้ยว่าจึงยอมให้อภัย อีเม้ยได้ทีใส่ไฟต่อว่า บางทีมณีรินอาจใช้มนต์ที่แรงกว่าบัวเงินก็เป็นได้จึงทำให้เจ้าศิริวัฒนาลุ่มหลง
“อีมณีริน” บัวเงินแค้น
สายวันต่อมา คำเที่ยงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาฟ้องมณีรินที่ช่วยบริวารพลิกตากดอกกรรณิการ์ในกระด้ง เพื่อเตรียมเก็บไว้ใช้ย้อมสีจีวรว่า หนานอินคนที่นางใช้ให้ไปเสาะหาฝ้ายกลับมาแล้วแต่ไม่ได้ฝ้ายกลับมาสักดอก เพราะหม่อมบัวเงินให้คนไปกว้านซื้อมาหมดแล้ว
“เป็นไปได้ยังไง” มณีรินไม่อยากเชื่อ
“หนานอินเปิ้นว่า ถ้าไม่ใช้วิธีขู่เข็ญเอากับชาวบ้าน ก็ทำเป็นขอซื้อแต่ให้เงินนิดหน่อยไม่พอยาไส้ชาวบ้านก็เลยต้องยกฝ้ายให้จนหมด”
“เปิ้นคงต้องการเป็นผู้ชนะคนเดียวจริงๆ”
“แล้วทีนี้ เราจะทำยังไงกัน ไม่มีฝ้ายสักดอก แล้วจะทอผ้าได้ยังไง เจ้าริน”
“เอาเถอะ เฮาว่าเฮามีวิธี เอื้อยบัวเงิน เปิ้นน่าจะรู้ว่าการแข่งขันอย่างยุติธรรมมันเป็นยังไง พี่คำเที่ยงรีบเอากระชุนั่นไปเก็บดอกกรรณิการ์มาให้หมด เฮาอยากรู้เหมือนกันว่าต่อให้เปิ้นทอผ้าได้ แต่ถ้าเปิ้นไม่มีดอกกรรณิการ์ย้อมสีจีวร ผ้าเปิ้นจะเอาขึ้นห่มพระธาตุได้ยังไง ถ้าเปิ้นอยากได้ดอกกรรณิการ์ เปิ้นก็ควรจะเอาฝ้ายมาแบ่งปันกัน เราถึงจะแบ่งดอกกรรณิการ์ให้” มณีรินคิดแผนต่อรอง
“มันต้องย้อนเข้าให้ยังงี้ซะบ้าง เนาะ เจ้ารินเนาะไป อีพวกเด็กๆ ไปกับข้า หื้อโวยโวย” คำเที่ยงร้องเรียกเหล่าบริวาร
เพียงครู่เดียว คำเที่ยงก็นำบริวารเข้ามาเก็บดอก กรรณิการ์ในสวนพลางกำชับว่าให้เก็บให้หมด อย่าให้เหลือ แม้แต่ดอกเดียว อีเม้ยพาบริวารของตนเข้ามาถึงพอดี มันตรงเข้าต่อว่าคำเที่ยงและอ้างสิทธิ
“นี่มันต้นไม้ของนายกู พวกมึงจะมาเก็บดอกไปได้ยังไง”
“มึงไม่ต้องมาทำเสียงดัง วางอำนาจใส่กูอีเม้ย ที่ตรงนี้หรือตรงไหนก็ไม่ใช่สมบัติของนายมึงทั้งนั้น เพราะที่นี่เป็นเขตคุ้มเจ้าหลวงโว้ย ท่าทางมึงอยากได้ดอกกรรณิการ์นักละสิ เสียใจด้วยเน้อ พวกกูเก็บหมดแล้วถ้ามึงอยากได้นัก ก็กลับไปบอกนายมึงให้เอาฝ้ายมาแบ่งนายกูซะดีๆ และจะได้เห็นกันว่า ฝีมือทอผ้าใครมันจะแน่กว่าใคร” คำเที่ยงยื่นเงื่อนไข
“ถุย...อีคำเที่ยง นายมึงก็แค่เด็กหัดทอผ้า เผยอจะมาแข่งกับนายกู มึงน่ะแหละกลับไปบอกนายมึง ถ้าอยากได้ฝ้ายกำมือหนึ่ง ก็ให้ไปกราบตีนนายกู กราบทีหนึ่งก็เอาฝ้ายไปกำมือหนึ่ง กูว่าควรจะได้ฝ้ายพอทอแข่งกับนายกู นายมึงคงต้องกราบตีนนายกูจนหลังหักน่ะแหละ” อีเม้ยหัวเราะสะใจ เหล่าบริวารพลอยหัวเราะตาม
“จะเอาดอกมาให้กูดีๆ หรือต้องให้ใช้กำลัง” อีเม้ยวางท่าขู่
“มา...มึงอยากได้มึงเข้ามา” คำเที่ยงถกผ้าซิ่นรอ
อีเม้ยเดินตรงรี่เข้ามาตบคำเที่ยง หวังจะแย่งกระชุดอกกรรณิการ์ แต่คำเที่ยงกอดกระชุแน่นแล้วถีบสวน อีเม้ยหน้าคะมำ คำเที่ยงตามไปซ้ำ ขณะที่เหล่าบริวารต่างจับคู่กันตบตีกันเหมือนโกรธเกลียดกันมาข้ามภพข้ามชาติ เพื่อช่วงชิงกระชุดอกกรรณิการ์
อีเม้ยแพ้หมดรูปหอบสังขารกลับไปฟ้องบัวเงิน บัวเงินแค้นใจเพราะอีเม้ยไม่ได้ดอกกรรณิการ์กลับมาสักดอกเลย แต่เธอไม่ยอมแพ้สั่งให้อีเม้ยส่งคนออกไปขุดขนุนต้นใหญ่เพื่อนำแก่นมาต้มย้อมสีจีวรแทนดอกกรรณิการ์
“อีมณีรินมันคงคิดว่า แค่กูไม่มีดอกกรรณิการ์ กูจะย้อมสีจีวรไม่ได้ละมัง แก่นขนุน รากขนุน  มีถมถืดไป กูไม่จนหนทางง่ายๆหรอก” บัวเงินมุ่งมั่นจะเอาชนะให้ได้
ด้านมณีริน เธอรู้สึกผิดที่ทำให้คำเที่ยงกับบริวารต้องเจ็บตัว และไม่คิดว่างานบุญจะกลายเป็นงานบาปไปจนได้ คำเท่ียงยุให้มณีรินไปฟ้องเจ้าหลวงกับพระชายาเรื่องฝ้าย แต่มณีรินไม่ยอมเพราะไม่อยากให้ทั้งสองไม่สบายใจด้วยเรื่องเล็กน้อย
“เรื่องแบบนี้ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกก๊า เจ้าริน”
“เอาเถอะ เฮาจะถือว่ามารมาผจญไม่ให้เฮาได้บุญเท่านั้นเอง เฮาว่าสติปัญญาเฮายังมี ยังไงก็ต้องมีหนทางออกจนได้น่ะแหละ” มณีรินคิดหาทางออก
ooooooo
มณีรินกับบัวเงินขึ้นเฝ้าเจ้าหลวงกับพระชายา มีเจ้าศิริวัฒนาและเจ้าศิริวงศ์นั่งอยู่ด้วย เจ้าศิริวัฒนาเห็นคำเที่ยงเนื้อตัวเขียวช้ำก็เอ่ยถามว่า ไปทำอะไรมา คำเที่ยงขยับจะฟ้อง แต่มณีรินส่งสายตาปรามไว้ คำเที่ยงจำต้องระงับปากบอกเพียงว่า ตนสะดุดขาตัวเองหกล้มพลางจิกสายตาไปทางอีเม้ยที่ยิ้มเยาะอยู่
“นังเม้ยก็พอกัน สะดุดขาตัวเองหกล้มเหมือนกันรึไง”พระชายามองมาที่อีเม้ยเพราะสภาพไม่ต่างจากคำเที่ยงนัก
อีเม้ยปดว่า มันถูกหมาไล่ บัวเงินรีบแต่งเรื่องต่อ “นังเม้ยมันออกไปนอกคุ้ม ไปหาเตรียมแก่นขนุนมาให้ข้าเจ้าย้อมสีฝ้ายวันห่มผ้าพระธาตุน่ะเจ้า หมาชาวบ้านมันเลยไล่กัดเอา”
“งานนี้แลกกันด้วยเลือด เจ็บตัวกันตั้งแต่ยังไม่ถึงวันงานเลยนะครับแม่เจ้า วันงานคงแข่งกันสนุกแน่” เจ้าศิริวัฒนาอมยิ้ม
“เป็นยังไงบ้างเจ้านางน้อย มีปัญหาอะไรไหม ขาดเหลืออะไรบ้างรึเปล่า”เจ้าหลวงนึกห่วง
“บ่เจ้า บ่มีปัญหาอะหยังเจ้า”มณีรินก้มหน้านิ่งคำเที่ยงกระสับกระส่ายอยากให้นายพูดความจริง บัวเงินได้ทีรีบเย้ย
“เจ้านางน้อย เปิ้นคงจะเร่งวันเร่งคืน อยากให้ถึงวันงานเร็วๆ  เพราะเปิ้นคงอยากจะแสดงฝีมือทอผ้าของเปิ้นเต็มที่แล้วละเจ้า”
มณีรินพยายามสะกดอารมณ์ เจ้าศิริวงศ์เห็นอาการก็นึกสงสัย จึงแอบเรียกคำเที่ยงมาสอบถาม
“วันนี้นายเจ้าไม่สบายรึไง ไม่พูดไม่จา หน้าตาก็เครียดเหมือนโกรธใครมา”
“เจ้ารินเปิ้นกำลังเครียด เรื่องทอผ้าแข่งกับหม่อมบัวเงิน เปิ้นน่ะสิเจ้า”
“แพ้ชนะ เป็นเรื่องธรรมดา ความภาคภูมิใจมันอยู่ที่ได้พยายามอย่างเต็มกำลังแล้วรึเปล่าต่างหาก”
“ก็นี่แหละเจ้า เจ้ารินถึงได้เครียด แพ้ชนะบ่กลัวแต่กลัวการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรมมากกว่า เพราะมันเท่ากับเจ้ารินแพ้ตั้งแต่ยังบ่ได้เริ่มแข่ง”
“เจ้าหมายความว่ายังไง คำเที่ยง”
“เจ้าน้อยดูเอาเถอะเห็นแล้วเชื่อรึเปล่าล่ะเจ้า ว่าข้าเจ้าเดินสะดุดขาตัวเองหกล้ม”คำเที่ยงชูแผลให้ดูพลางเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เจ้าศิริวงศ์ฟังอย่างอัดอั้นตันใจ
หลังบอกเล่าความจริงกับเจ้าศิริวงศ์ไปแล้ว คำเที่ยงก็กลับมาที่เรือน ก็พบมณีรินในชุดทะมัดทะแมงจะออกไปหาไหมออมในป่าละเมาะเพื่อนำมาทอผ้าแทนฝ้ายคำเที่ยงจะค้านแต่มณีรินชิงพูดขึ้นก่อน
“เฮารู้ว่าพี่คำเที่ยงคงคิดว่าเฮาบ้าไปแล้ว แต่คนอย่างเฮาบ่ยอมแพ้อย่างหมดหนทางสู้หรอก ยิ่งเปิ้นอยากให้เฮาแพ้ เฮายิ่งต้องทำให้เปิ้นเห็นว่า เฮาก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน เฮาจะออกไปเสาะเก็บไหมออม”
“กินข้าวก่อน แล้วค่อยว่ากัน บ่ดีก๊า พี่หิวไส้จะขาดแล้วเน้อ”คำเที่ยงต่อรอง
“อดข้าวมื้อเดียวน่ะ บ่ตายหรอก แต่ถูกปล้นศักดิ์ศรีไปน่ะมันต้องเจ็บใจไปจนตายเชียวนะพี่คำเที่ยง”มณีรินเดินนำออกไป
คำเที่ยงพยายามฮึดทั้งที่หิว พลางรีบตามเจ้านางน้อยไป
ooooooo
บัวเงินรู้ว่ามณีรินออกไปเก็บไหมออมในป่ามาทอผ้าก็หัวเราะร่วนด้วยความสะใจ เพราะต่อให้เก็บไหมออมหมดป่าเชียงใหม่ก็ทอได้แค่ผ้าห่อคัมภีร์เท่านั้น
“อีพวกนี้มันง่าวนัก ง่าวจริงๆเลยนะเจ้าหม่อม” อีเม้ยผสมโรง
“ไหมออม...ผ้าห่มพระธาตุไหมออม ให้มันทอทั้งชาติ ถึงจะห่มมิดองค์ละ” บัวเงินยิ่งคิดยิ่งขำ
ขณะที่สองนายบ่าวนั่งหัวเราะครื้นเครงอยู่ในเรือน คำเที่ยงหน้าอมทุกข์สุดๆเพราะกว่าจะได้ไหมออมสักรังไม่ใช่เรื่องง่ายๆนางเก็บไหมไปพลางบ่นไปพลางเพราะทั้งคันทั้งร้อนทั้งหิว
“บ่นนัก บ่ได้บุญเน้อ พี่คำเที่ยง” มณีรินล้อขำๆแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง
คำเที่ยงกลัวไม่ได้บุญรีบกลับลำ “บ่ ฮ้อนเลย อากาศดีจริงๆบ่คันเลย หมอแต่ดอกไม้ บ่หิวเลย เหมือนอิ่มทิพย์จริงๆ”
เจ้าศิริวงศ์รู้เรื่องมณีรินออกมาเก็บไหมออมจึงตามมาดูแลด้วยความเป็นห่วง พลางตัดพ้อเรื่องที่เธอไม่ยอมบอกว่าไม่มีฝ้าย
“เฮาบ่ใช่คนขี้ฟ้อง อีกอย่างการแข่งขันครั้งนี้มันเป็นเรื่องของเฮากับเอื้อยบัวเงิน”
“โตบ่มีทางชนะเอื้อยบัวเงินได้หรอก ถ้าแพ้แล้วโตจะร้องไห้ขี้มูกโป่งกี่วัน”
“เฮาบ่ใช่เล็กๆถึงจะร้องไห้ขี้มูกโป่ง”
“บ่ ใช่เด็ก แต่วิธีที่โตทำอยู่ตอนนี้มันเป็นวิธีของเด็กๆ ถ้างั้น ก็บอกมาว่าทำไมถึงเกิดอยากจะชนะ ทั้งที่ทีแรกโตไม่คิดอยากแข่งขันด้วยซ้ำไป”
“ก็ใครล่ะที่บอกว่า ถ้าผ้าของเฮาได้ขึ้นห่มองค์พระธาตุจะฝากเครื่องสักการะขึ้นไปถวายเป็นพุทธบูชาด้วยนะ ใครกัน” มณีรินหลุดออกมา
เจ้าศิริวงศ์อึ้ง มณีรินละอายใจที่หลุดปากบอกความจริงออกไปจึงหันหลังหนี ทำทีเป็นหาไหมง่วน เจ้าศิริวงศ์เดินเข้ามา พยายามมองมณีรินผ่านพุ่มไม้ที่ขวางกั้น แต่มณีรินไม่ยอมสบด้วย
เจ้าศิริวงศ์เก็บไหมได้รังหนึ่งก็เดินมายื่นให้มณีรินด้วยรอยยิ้ม มณีรินเอื้อมมือมารับไหมรังน้อยไป แล้วปั้นยิ้มตอบ
“ขอบใจ” มณีรินเก็บรังไหมใส่กระชุที่คล้องแขนอยู่แล้วรีบเดินหนีเพราะกลัวจะห้ามใจตัวเองไม่อยู่ แต่เจ้าศิริวงศ์ยังตามไม่เลิก จนเธอต้องหันมาถาม “ไม่มีงานมีการทำรึยังไง ถึงได้มาเล่นสนุกเป็นเด็กๆอยู่อย่างนี้”
“ใครบอกว่า เฮาเล่นสนุก เป็นเด็กๆนี่ก็งานของเฮา เหมือนกัน”
“จะเสาะเก็บก็ไปเสาะที่อื่นไป ป่าตั้งออกกว้าง”
“โตไล่เอาก๊า งั้นเฮาไปเน้อ ไปแล้วเฮาก็จะไม่กลับมาอีก เลยเน้อ” เจ้าศิริวงศ์ทำหน้าเศร้าขยับจะออกไป
“เรื่องของโต ใครเขาจะไปว่าอะไรล่ะ” มณีรินแอบมองตามแล้วถอนใจ เอื้อมมือไปเก็บรังไหมรังหนึ่ง แต่ต้องสะดุ้งชักมือกลับทันที เพราะโดนผึ้งต่อยที่ปลายนิ้วก้อย เธอเรียกให้คำเที่ยงมาช่วย แต่เจ้าศิริวงศ์วิ่งพรวดกลับมาทันที แล้วช่วยดูดพิษเอาเหล็กในออกให้ ทั้งสองสบตากันนิ่งเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วกัปชั่วกัลป์
“เจ้าริน อะไรเจ้า งูก่อเจ้า ฮ้องเสียจนพี่ตกใจ” คำเที่ยงวิ่งเข้ามา แล้วต้องตาค้างเพราะเห็นเจ้าศิริวงศ์จับมือมณีรินอยู่
มณีรินรู้ตัวดึงมือออกจากมือเจ้าศิริวงศ์ คำเที่ยงเอ่ยถามว่า เจ้าศิริวงศ์มาได้อย่างไร
“เจ้าอ้าย เปิ้นให้เฮาตามมาดูแลเฮาไปก่อนเน้อ” เจ้าศิริวงศ์เดินออกไป
คำเที่ยงมองตามแล้วหันมาคาดคั้นเจ้านางน้อยด้วยสายตา มณีรินรีบเก็บพิรุธฟ้องว่า เธอโดนผึ้งต่อย
“หน้าตาเจ้าริน บ่ค่อยปวดเท่าไรเลยนี่เจ้า”
“ปวดสิ...ปวดจะต๋าย”
“ผึ้งตัวนี้ท่าทางพิษของมันจะแรงกว่าพิษงูซะอีกนะเนี่ย” คำเที่ยงมึนหนัก
ooooooo
เมื่อกลับมาถึงเรือน มณีรินก็ก้มหน้าก้มตาคัดรังไหมป่าแต่ละรังออกจากเศษผงเศษใบไม้อย่างตั้งใจ เพราะได้กำลังใจดี จนตกค่ำ คำเที่ยงถือตะเกียงน้ำมันคลานเข้ามา
“พี่ปูสะลีกางมุ้งให้เจ้ารินเรียบร้อยแล้วเน้อ...เจ็บก้อยมากไหม เจ้าริน...เจ้าริน”
“เจ้า...อะไรนะพี่คำเที่ยง พี่คำเที่ยงว่าอะไรนะ” มณีรินไม่ทันได้ฟัง
“ช่างหัวมันเต๊อะ คำถามของพี่มันคงไม่สำคัญอะไรหรอก ดึกแล้วเข้านอนเต๊อะ”
“ไหมออมทั้งกระชุนี่คงจะพอทอได้แค่ผ้าผืนน้อยเดียวเนาะพี่คำเที่ยง”
“พอไก่ขัน เราก็จะออกไปเสาะเก็บไหมออมกันอีกไง เจ้ารินเสาะเก็บจนกว่าจะพอนั่นแหละ”
“เลิกพูดจากระทบกระแทกเฮาเสียที พรุ่งนี้เฮาจะทอไหมออมผืนน้อยนี้”
“จะทอได้ยังไง เจ้าริน ยังบ่ถึงวันแข่งขันเลย”
“คงจะมีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นแหละเราถึงจะมีฝ้ายให้ทอแข่งกับเปิ้น ผ้าไหมออมผืนน้อยนี้ เฮาจะปักลายบัวบาน ถวายพระธาตุแทน”
“นิ้วก้อยก็บวมเจ็บขนาดนั้น จะทอผ้าปักผ้ายังไงไหว”
“ไหวสิ...ไหว เฮาบ่เจ็บแล้ว” มณีรินยิ้มมีความสุข
คำเที่ยงเห็นอาการของเจ้านางน้อยก็จำต้องเอ่ยเตือน “เจ้าริน...พี่ก็ได้แต่เตือนเจ้ารินเน้อ จะทำอะไรเจ้ารินก็ต้องนึกถึงพ่อเจ้า แม่เจ้าที่เชียงตุงบ้านเกิดของเฮาไว้ให้มากๆ เน้อ พลาดพลั้งสิ่งใดเปิ้นจะเสียใจที่สุด”
มณีรินชะงักเพราะคำพูดของคำเที่ยงโดนใจอย่างจัง
มณีรินลุกขึ้นมาทอผ้าไหมออมแต่เช้า ขณะที่เธอกำลังเพลินอยู่กับการทอผ้า เจ้าศิริวัฒนาก็แวะมาเยี่ยมเพราะคำเที่ยงไปบอกว่า เจ้านางน้อยของตนถูกผึ้งต่อยเมื่อวานนี้ แถมพี่เลี้ยงตัวดียังช่วยเปิดทางหยิบยามาให้เจ้าศิริวัฒนาช่วยทาให้มณีรินด้วย และบังเอิญว่าอีเม้ยมาสอดแนมพอดี จึงได้เห็นภาพนั้นเต็มตา มันรีบกลับไปฟ้องบัวเงินพร้อมตอกไข่ใส่สี
“เจ้าเปิ้นจับมืออีมณีรินเอาไว้ แล้วก็หอมมือมันด้วย ส่วนอีมณีรินมันก็ดัดจริต ทำท่าเอียงไปอายมา น่าตบแท้ๆ หม่อมเชื่อเม้ยเถอะเจ้า อีนั่นมันต้องเล่นคาถาอาคมแน่ๆ มนต์ฮ้องผัวไงเจ้า นี่ขนาดยังบ่ได้เข้าพิธีอภิเษกเจ้าเปิ้นยังหลงมันหัวปักหัวปําขนาดนี้ ถ้าอภิเษกแล้วมันคงยิ่งไม่เห็นหัวหม่อมหนักกว่านี้เข้าไปอีกนะเจ้า”
“มึงหุบปากมึงได้แล้วอีเม้ย มึงยิ่งพูดกูยิ่งปวดใจ” บัวเงินตวาด
“หม่อมกะเจ้า หม่อมบ่ต้องกลัวหรอกเจ้า ยังไงเม้ยก็จะอยู่ข้างหม่อม จะช่วยหม่อมจนกว่าหม่อมจะสมหวังเจ้า วันพูกทอผ้าแข่ง หม่อมต้องหักหน้ามันให้ได้ เจ้าเปิ้นคงจะกลับมาเห็นหม่อมอยู่ในสายตาบ้างละเจ้า” อีเม้ยให้กำลังใจ
หลังจากเจ้าศิริวัฒนากลับไปแล้ว มณีรินก็เข้าไปต่อว่า คำเที่ยงเพราะไม่ชอบใจที่นางใช้วิธีการน่าละอายมาเรียกร้องความสนใจ
“มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้เจ้ารินใจคอเตลิดเปิดเปิงไปกับคนอื่นละเจ้า” คำเที่ยงแย้ง
“พี่คำเที่ยง เฮากับเจ้าน้อย บ่ได้คิดอะไรต่อกันมากไปกว่าความเป็นเพื่อน เฮารู้ตัวดี ว่าควรจะทำตัวยังไง” มณีรินเดินหนีไป คำเที่ยงมองตามพลางถอนใจ
ooooooo
ไหมออมที่ทอเสร็จถูกขึงอยู่ในสะดึงไม้ มณีรินกำลังปักลวดลายด้วยไหมสีอ่อนหวาน เป็นลายบัวบานอย่างตั้งใจเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับเจ้าศิริวงศ์ผุดพรายขึ้นมา ทำให้มณีรินยิ่งมีกำลังใจและมุ่งมั่นจะปักผ้าให้เสร็จภายในคืนนี้
วันที่ทุกคนรอคอยมาถึง ช่างฟ้อนนำขบวนเสด็จ เจ้าหลวง พระชายา เจ้าศิริวัฒนา มณีริน บัวเงิน และเหล่าข้าราชบริพารมาที่หน้าพระธาตุ เพื่อทำพิธีตามราชประเพณี
“วันนี้เป็นวันดีที่พวกเราได้มารวมจิตศรัทธาบูชาคุณพระพุทธร่วมกัน ปีหนึ่งมีเพียงหนเดียวที่พวกเราจะมีโอกาสถวายผ้าห่มองค์พระธาตุของพวกเรา และปีนี้ยิ่งเป็นโอกาสพิเศษ เราไม่ได้ทอผ้าห่มเพียงผืนเดียว แต่เราจะทอถึงสองผืนจากนาทีนี้ไปจนครบ หนึ่งวันเต็มใครทอผ้าเห็นผืนจนย้อมได้เสร็จก่อนกัน ผ้าของผู้นั้นจะได้ขึ้นห่มถวายองค์พระธาตุ ผ้าของใครเสร็จทีหลังก็ได้ห่มถวายฐานองค์ เราขอเริ่มการแข่งขันเดี๋ยวนี้” เจ้าหลวงประกาศ
บัวเงินยิ้มกระหยิ่มใจ มองมณีรินจิกด้วยหางตา พนักงานตีฆ้องให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน บริวารบัวเงินช่วยกันลากกระสอบฝ้ายเข้ามาและเทดอกฝ้ายลง

เจ้าศิริวัฒนาเห็นมณีรินยังยืนเฉยก็แปลกใจหันไปกระซิบกับพระชายา พระชายาเอ่ยถามมณีรินว่าเกิดอะไรขึ้น มณีรินว่า เธอไม่มีบุญบารมีพอเพราะแม้แต่ดอกฝ้ายยังหาไม่ได้จึงขอถอนตัวจากการแข่งขัน

“มันยังไงกันบัวเงิน ทำไมเจ้าถึงมีฝ้าย แต่เจ้านางน้อยไม่มี” เจ้าหลวงมองมาที่บัวเงิน

“ข้าเจ้าก็บ่ฮู้เจ้า พอฮู้ว่าจะต้องทอผ้าถวายห่มพระธาตุ

ข้าเจ้าก็ให้คนข้าเจ้าออกไปเสาะฝ้าย ชาวบ้านที่ฮู้ว่าผ้าผืนนี้จะได้ขึ้นห่มถวายองค์พระธาตุ ก็ศรัทธาให้ฝ้ายข้าเจ้ามาจนหมด ข้าเจ้า บ่ต้องเสียเงินซื้อหา” บัวเงินตีหน้าซื่อ

คำเที่ยงคันปากอยากเถียงแต่พูดไม่ได้ พระชายาหันไปปรึกษากับเจ้าหลวงว่าจะทำอย่างไรดี

“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ วันนี้ก็คงไม่มีการแข่งขันละมัง ปล่อยให้บัวเงินทอไปคนเดียวก็แล้วกัน” เจ้าหลวงตัดสิน

“แต่ไหนๆเจ้านางน้อยเปิ้นก็มีจิตศรัทธาจะร่วมบุญวันนี้อยู่แล้ว ถ้าเปิ้นบ่รังเกียจ เปิ้นก็มาเป็นลูกมือปั่นฝ้ายกรอฝ้ายช่วยเด็กๆของข้าเจ้าก็ได้นะเจ้า” บัวเงินยิ้มเยาะ

“เจ้านางน้อยจะว่ายังไง” พระชายาถามความเห็น

มณีรินไม่ทันได้เอ่ยอะไร เจ้าศิริวงศ์ก็เดินเข้ามากลางลานแข่งขัน แล้วตอบแทน “การแข่งขันจะต้องมีขึ้นแน่พ่อเจ้า แม่เจ้า...ฝ้ายสำหรับเจ้านางมณีริน ทอผ้าห่มถวายพระธาตุมาถึงแล้ว” ขาดคำ คนงานชายก็แบกกระสอบฝ้ายมากมายเข้ามาเทลงกองกับพื้น

มณีรินยิ้มได้ดีใจสุดๆขณะที่บัวเงินกับอีเม้ยหน้าถอดสี

ooooooo

“คุณย่าเจ้า คุณย่า ตกลงคุณย่าจะร่วมเป็นเจ้าภาพถวายผ้าห่มองค์พระธาตุรึเปล่าเจ้า” วันดาราเอ่ยถาม

บัวเงินที่นั่งนิ่งจมอยู่ในอดีตได้สติหันมาตวาด “อย่ามายุ่งกับกู...กูไม่เป็นเจ้าภาพอะไรทั้งนั้น บุญกรรมมันเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งนั้น อีพวกทำชั่วได้ดีมีถมไปอย่ามายุ่งกะกู ไสหัวลงจากเรือนกูไปเดี๋ยวนี้...ไป้”

วันดาราเห็นบัวเงินอารมณ์แปรปรวนรุนแรงจนน่ากลัว ก็รีบกระเถิบถอยออกไป

บัวเงินนั่งอึ้งแววตาเจ็บแค้นหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตอีกครั้ง

ที่ลานแข่งทอผ้า บริวารบัวเงินเร่งมือช่วยกันตีฝ้ายไล่เมล็ดฝ้ายออกจากดอกเป็นระวิง อีเม้ยไม่ได้ดั่งใจลงไปลุยเอง ขณะที่มณีริน คำเที่ยงตีฝ้ายกับบริวารอย่างสนุกสนาน เวลาผ่านไป บัวเงินกรอฝ้ายเป็นเส้นด้ายละเอียดเสมออย่างชำนาญ ส่วนมณีรินก็กรอฝ้ายได้เส้นละเอียดไม่แพ้กัน เธอเงยหน้าขึ้นมองหาใครสักคน ก็เห็นเจ้าศิริวงศ์แฝงตัวอยู่อีกมุมไกลๆยืนส่งยิ้มให้ มณีรินใจเต้นแรง เรี่ยวแรงที่จะต้องเอาชนะให้ได้ไม่รู้มาจากไหน หัวใจของเธอเหมือนติดปีกบิน และแอบส่งยิ้มตอบกลับไป

ระหว่างที่บริวารกำลังช่วยกันเข็นฝ้าย อีเม้ยก็มาตามให้บัวเงินไปกินข้าวกินปลาเพื่อจะได้มีแรงไว้ทอผ้า แต่บัวเงินกินไม่ลง เพราะแค้นใจที่เจ้าศิริวงศ์ช่วยหาฝ้ายมาให้มณีรินจนได้

“หันอีมณีรินมันลอยหน้าลอยตาแล้ว กูอยากจะบีบคอมันหื้อตายคามือนัก” บัวเงินกัดฟันกรอด

“ใจ๋เย็นๆเต๊อะเจ้า คิดซะว่าดวงมันยังดี หม่อมยังบ่ได้แป๊มันชะหน่อย เอาไว้เริ่มตำหูกแต๊ๆมันจะฮู้สึกผอมเป๋นไม้เสียบผีอย่างมันจะตำหูกได้ซักกี่น้ำกั๋น จะไดหม่อมก็ต้องชนะมันแน่เจ้า” อีเม้ยเอาใจ

บัวเงินหน้าเครียดบอกกับตัวเองว่า ต้องชนะเท่านั้น ขณะที่มณีรินก็ลงแรงช่วยคำเที่ยงและบริวารเข็นฝ้ายกันเป็นระวิง เจ้าศิริวงศ์เดินเข้ามานั่งยองๆลงด้านหลังคำเที่ยง แต่คำเที่ยงไม่ทันเห็นเพราะมั่วแต่พล่าม

“เจ้ารินไปพักเอาแฮงก่อนเต๊อะ เข็นฝ้ายได้อีกหน่อยก่อจะต้องเริ่มตำหูกแล้ว งานนี้ปี้ว่าหม่อมบัวเงินเปิ้นบ่ออมแฮงแน่ ปี้จำได้ติดหูติดตาตอนตี้เจ้าน้อยเปิ้นหื้อคนขนฝ้ายเข้ามาลูกตาหม่อมบัวเงินเปิ้นแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ทำท่าเหมือนจะขาดใจ๋ตายไปซะตอนนั้นหื้อได้ จะว่าไปเจ้าน้อยเปิ้นก็เหมือนพระมาโปรดเหมือนกั๋นเนาะเจ้ารินถ้าบ่ได้เปิ้น ป่านนี้หม่อมบัวเงินก่อคงหัวเราะเยาะเจ้ารินจนเหงือกแห้งไปแล้ว”

“ปี้คำเที่ยงอยากขอบใจ๋เปิ้นก่อขอบใจ๋เลยเน้อ” มณีรินอมยิ้มเพราะเห็นเจ้าศิริวงศ์แล้ว

“โอ้ย...ถ้าเปิ้นอยู่ตรงหน้าตอนนี้ปี้ก่อว่าจะก้มลงกราบแทบเท้างามๆซักกำนึงอยู่หรอก”

“ถึงกับกราบเชียวรึ” เจ้าศิริวงศ์ล้อ

คำเที่ยงสะดุ้งสุดตัวเมื่อหันไปเห็นศิริวงศ์ นางรีบยกมือไหว้แล้วคลานต้วมเตี้ยมออกไปอยู่ข้างๆมณีรินเพื่อแอบฟังการสนทนา มณีรินถามเจ้าศิริวงศ์ว่า ไปซื้อฝ้ายมาจากไหน

“ลำปูน เฮาบ่ได้ใจ้เงินแม้แต่แดงเดียว จาวบ้านแค่ฮู้ว่าเจ้านางมณีรินจะตอผ้าขึ้นห่มถวายองค์พระธาตุ ก่อเต๋มใจ๋ศรัทธาขอฮ่วมทำบุญกั๋นมาคนละเล็กละน้อย อย่างตี้ตั๋วหันนี่แหละ”

“เฮาจะบ่ทำหื้อจาวบ้านผิดหวัง ขอบใจ๋เน้อ เจ้าน้อย” มณีรินยิ้มให้รู้สึกมีกำลังใจขึ้นเป็นกอง

เจ้าศิริวงศ์ยิ้มตอบแล้วขยับลุกออกไปหาเจ้าศิริวัฒนา

“ที่เจ้าขอลางานไปวันนึงที่แท้ก็ไปหาฝ้ายให้เจ้ารินเปิ้นนี่เอง” เจ้าศิริวัฒนาทัก

“มีงานด่วนอะหยังรึเปล่าครับเจ้าอ้าย”

“บ่มีอะหยังหรอก แต่ความจริงเจ้าน้อยน่าจะบอกปี้ตามตรงว่าเจ้ารินเปิ้นมีปัญหา”

“ทีแรกน้องก็บ่ฮู้ เจ้านางน้อยเปิ้นบ่อยากหื้อปัญหาของเปิ้นเป๋นภาระคนอื่น”

“เจ้ารินเปิ้นเป๋นแม่ญิงตี้งดงามทั้งกายทั้งใจ๋แต๊ๆ ปี้ว่านับวันปี้ก่อยิ่งฮักเปิ้นขึ้นทุกที โตภูมิใจ๋ก่อ ตี้มีปี้สะใภ้อย่างเจ้าริน” เจ้าศิริวัฒนายิ้มปลื้ม

“ภูมิใจ๋ครับ ภูมิใจ๋นักขนาด” เจ้าศิริวงศ์จำต้องตอบออกไป

ooooooo

บัวเงินขยับลงนั่งที่กี่ทอผ้า หยิบกระสวยขึ้นมาเตรียมเริ่มทอเป็นผืน เช่นเดียวกับมณีรินที่ขยับเข้านั่งที่กี่ทอผ้าเหมือนกัน บัวเงินหันไปมองมณีรินพลางยิ้มเหยียด แต่มณีรินไม่ถือสา เธอส่งยิ้มใสซื่อให้บัวเงินเช่นเดิมแล้วลงมือทอผ้า

“มันยิ้มเยาะหม่อมเจ้า...มันคงคิดว่ามันจะเอาชนะหม่อมได้ละมัง หม่อมบ่ต้องกลัว...เดี๋ยวเม้ยจะส่งคนของเรา ไปแกล้งมันเอง แค่แอบไปตัดฝ้ายที่มันปั่นเอาไว้มันก็ทอบ่ทันหม่อมแล้ว” อีเม้ยเข้ามากระซิบ

“อีเม้ย มึงคิดว่ากู ต้องแพ้มันรึไง มึงกำลังดูถูกฝีมือกู”

“เม้ย บ่ได้คิดอย่างนั้น”

“มึงไม่ต้องสาระแน ทำอะไรทั้งนั้น กูต้องการชนะอีมณีรินด้วยฝีมือของกู” บัวเงินประกาศกร้าว แล้วเร่งทอผ้าอย่างเอาจริงเอาจัง เสียงฟืมกระแทกดังหนักแน่นไม่หยุด ผิดกับเจ้านางมณีรินที่ บรรจงทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและประณีตอย่างที่สุดจนคำเที่ยงชักห่วง

“เจ้าริน ได้ซักสองศอกรึยังเจ้า พี่เห็นหม่อมบัวเงินเปิ้น

กระแทกเอาๆไม่รู้เปิ้นไปเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหน ขืนมัวต้วมเตี้ยมทออยู่อย่างนี้ พี่ว่าเจ้ารินจะแพ้เปิ้นเอานา”

“ถึงตอนนี้แล้ว บ่ใช่ว่าเฮาบ่อยากชนะเน้อพี่คำเที่ยง แต่เฮาอยากตั้งใจทำถวายองค์พระธาตุให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ชาวบ้านเปิ้นอุตส่าห์มีศรัทธา แบ่งปันฝ้ายมาให้เฮา เฮาขอความสงบให้เฮามีสติได้คิดถึงแต่พระเถอะ เลิกกวนเฮาเสียที” มณีรินหันมาดุแล้วก้มหน้าก้มตาทอผ้าต่อ

คำเที่ยงจำใจถอยออกมา แล้วหันไปเร่งพวกบริวารที่ปั่นฝ้ายกันเป็นระวิงแทน

ค่ำแล้ว คำเที่ยงกับบริวารเข้ามาจัดอาหารไปให้มณีรินที่ลานแข่งขันและได้พบกับอีเม้ยที่มาจัดอาหารไปให้บัวเงินเช่นกัน อีเม้ยท้าตบกับคำเที่ยง แต่คำเที่ยงปฏิเสธเพราะวันนี้ตนมาทำบุญ

“มึงอยากจะเป็นหมาบ้ามึงก็เป็นของมึงไปคนเดียวละกัน” คำเที่ยงเชิดใส่อีเม้ยและจะเดินออกไป อีเม้ยยื่นขาออกมาขวาง หวังจะให้คำเที่ยงสะดุดหัวทิ่มแต่คำเที่ยงชะงัก “กูรู้ทันมึงหรอกอีเม้ย คนอย่างมึงนี่นอกจากเป็นหมาบ้าแล้ว ยังเป็นหมาลอบกัดอีกต่างหาก” คำเที่ยงกระทืบตีนอีเม้ย แล้วเผ่นออกไป บริวารรีบตาม

“อีคำเที่ยง...ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” อีเม้ยหันกลับมาชนบริวารตัวเอง อีนุงตุงนัง สำรับกับข้าวเรี่ยราด อีเม้ยเอ็ดตะโรโวยวาย แล้วเข้าไปตามบัวเงิน

“หม่อมกะเจ้าหม่อมพักกินข้าวกินปลาเสียก่อนเถอะเจ้า ทอได้เยอะแล้ว”

“กูตาลายไปหมดแล้วอีเม้ย” บัวเงินล้างมือในอ่างจะลุกไปกินข้าว แต่สายตาเหลือบไปเห็นมณีรินยังก้มหน้าก้มตาทอผ้าอยู่ก็ชะงักกึก “กูบ่กิน กูจะแพ้มันบ่ได้” บัวเงินหันกลับไปทอผ้าต่อ

“หม่อมบ่กินแล้วเม้ยจะกินได้ยังไง โธ่ หม่อมกะเจ้า เม้ยหิวจนไส้จะขาดแล้วนะเจ้า” อีเม้ยครวญ

ผ้าชุดแรกของมณีรินกับบัวเงินถูกตัดออกจากกี่ อีเม้ยกับคำเที่ยงนำเหล่าบริวารออกไปช่วยกันย้อมผ้าแต่ไม่วายมีปากเสียงกันอีก อีเม้ยเถียงสู้คำเที่ยงไม่ได้ก็ท้าตบ

“เอ๊ะ อีนี่ พูดจาไม่รู้เรื่อง เอะอะก็ชวนตบชวนตี กูบอกแล้ววันนี้กูไม่ว่าง มึงคึกนักก็ไปกัดกับหมาก่อนละกัน” คำเที่ยงกับบริวารหัวเราะสนุก

“ฝากไว้ก่อนเหอะมึง นายมึงแพ้เมื่อไหร่พวกมึงจะซีด” อีเม้ยขู่

ดึกแล้วผู้คนบางตา มณีรินทอผ้าจนล้า เธอละสายตาจากกี่มองออกไป ก็เห็นศิริวงศ์ยืนส่งยิ้มให้กำลังใจอยู่ที่เดิม มณีรินยิ้มตอบแล้วลงมือทอผ้าต่อ ทั้งคู่มองกันผ่านแสงวอมแวมของดวงประทีปที่วิบวับอยู่รอบๆ

ooooooo

เช้าวันใหม่ขบวนเสด็จนำเจ้าหลวง พระชายา เจ้าศิริวัฒนา กลับมาที่พระธาตุอีกครั้งเพื่อติดตามผลการแข่งขัน บัวเงินและมณีรินเย็บประกอบผ้าจนเสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน พนักงานตีฆ้องเป็นสัญญาณหมดเวลาการแข่งขัน บัวเงินส่งยิ้มเหยียดใส่มณีริน เพราะมั่นใจในชัยชนะ

พนักงานนำผ้าของบัวเงินและมณีรินไปวัดความยาวและขานเป็นวาๆไป จนกระทั่งสุดผ้าก็เกิดเรื่องแต่น่าประหลาดใจเพราะผ้าของทั้งคู่ยาวสามสิบสองวาเท่ากันพอดี

“พ่อเจ้าจะตัดสินยังไงครับ” เจ้าศิริวัฒนาเอ่ยถาม

“ก็นั่นน่ะสิ ผ้าทั้งสองผืนนี่ทอได้ความยาวเท่ากันพอดีอย่างนี้จะตัดสินยังไงล่ะ” เจ้าหลวงหนักใจ

“หม่อมบัวเงินเปิ้นทอเสร็จก่อน เปิ้นเย็บประกอบผ้าก็เสร็จก่อนนะเจ้า” อีเม้ยอ้าง

“เสร็จก่อนหลังไม่ใช่เรื่องสำคัญนังเม้ย กติกาคือทอเป็นผืนและเย็บให้พร้อมห่มถวายพระธาตุในเวลาที่กำหนดเท่านั้น” พระชายาตำหนิ
เจ้าศิริวัฒนาเสนอให้ใช้ผ้าทั้งสองผืนห่มพระธาตุด้วยกัน แต่บัวเงินร้องค้าน

“อย่างนั้น ก็เหมือนไม่ยุติธรรมน่ะเจ้า เจ้าพี่ น้องน่ะไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว แต่น้องไม่มั่นใจว่าเจ้านางมณีรินเปิ้นจะยอม ผ้าของใครจะอยู่ข้างนอกข้างใน มันจะเป็นเรื่องกินแหนงแคลงใจกันเปล่าๆเจ้า”

“ลูกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ตัดสินกันด้วยฝีมือความปราณีตเถอะครับ ให้แม่เจ้าเป็นคนตัดสิน” ศิริวงศ์เสนอ “อืม...ก็น่าจะยุติธรรมดีนะ น้องตัดสินเอาเถอะ ในสายตาผู้หญิงน้องว่าผ้าผืนไหนประณีตละเอียดลออ” เจ้าหลวงรับผ้าของมณีรินกับบัวเงินมาส่งให้พระชายา

พระชายาลูบคลำผ้าทั้งสองผืนท่าทางหนักใจ มณีรินรีบออกตัว “ข้าเจ้านับถือว่าเอื้อยบัวเงินเป็นแม่ครูของข้าเจ้าคนนึง วันนี้ข้าเจ้าขอนอบรับคำชม แต่ศิษย์จะฝีมือดีได้ก็เพราะได้แม่ครูที่ดี ข้าเจ้าขอให้เกียรติเอื้อยบัวเงิน ขอให้ผ้าของเปิ้นได้ห่มถวายองค์พระธาตุเถอะเจ้า”

ทุกคนอึ้งกับความเป็นนางเอกของมณีริน อีเม้ยสะใจ บัวเงินลำพอง แต่พระชายาไม่เห็นด้วย

“ผ้าสองผืนละเอียดลออประณีตพอๆกัน แต่ผ้าผืนนี้พิเศษกว่า เพราะเจ้านางน้อยอุตส่าห์ปักไหมออมผืนน้อย เข้ามาด้วย ถ้าจะให้แม่เป็นคนตัดสิน แม่ขอเลือกให้ผ้าของเจ้านางน้อยเป็นผู้ชนะ” สิ้นเสียงพระชายา คำเที่ยงกับบริวารก็เฮลั่น บัวเงินหน้าซีดไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ขณะที่อีเม้ยแทบขาดใจ

“เป็นอันว่า ผ้าของบัวเงินได้ห่มถวายฐานพระธาตุ ส่วนผ้าของเจ้านางมณีรินได้ห่มถวายองค์พระธาตุเน้อ” เจ้าหลวงประกาศ

เมื่อได้ผ้าที่จะใช้ห่มพระธาตุแล้ว พนักงานพิธีก็เข้าประจำที่ตรงเครื่องสักการะหน้าองค์พระธาตุ เจ้าหลวง พระชายา เจ้าศิริวัฒนา เข้ามาไหว้บวงสรวงพระธาตุ มณีรินยังประคองผ้าจีวรในพานตามเข้ามา เจ้าศิริวงศ์ขยับเข้ามาใกล้พลางกระซิบ “จะเป็นการรบกวนโตเกินไปรึเปล่า ถ้าเฮาจะฝากเครื่องสักการะของเฮาขึ้นไปถวายบูชาพระธาตุด้วย”

“ยังไงถึงเป็นการรบกวน” มณีรินตอบ

เจ้าศิริวงศ์ถอดแหวนทองในนิ้วก้อยออก ยกมือขึ้นไหว้แล้วส่งแหวนทองวงนั้นให้มณีริน มณีรินรับแหวนไปแล้วปลดปิ่นทองบนมวยผมออกผูกมัดปิ่นทองของตัวเองร้อยเข้ากับแหวนของเจ้าศิริวงศ์ แล้วผูกเข้ากับเส้นไหมบนผืนผ้าไหมออม เจ้าศิริวงศ์ยิ้มอิ่มบุญ อิ่มใจ มณีรินยืนนิ่งไม่กล้าสบตา

ooooooo

ผ้าจีวรห่มองค์พระธาตุกำลังถูกคลี่ห่มองค์ บัวเงิน อีเม้ยกับบริวาร ยืนมองดูอยู่ไกลๆด้วยความปวดใจ

“หม่อมกะเจ้า เม้ยว่าแม่เจ้าเปิ้นลำเอียงชัดๆไม่รู้จะเอาอกเอาใจมันไปถึงไหน หม่อมเก่งกว่ามันตั้งเยอะ ผ้าของหม่อมก็งามกว่าของมัน มันชนะหม่อมได้ยังไง” อีเม้ยใส่ไฟ

“หุบปาก กูไม่อยากฟัง กูไม่อยากเห็น ตั้งแต่เกิดมากูไม่เคยอัปยศ อดสูอะไรเท่าครั้งนี้เลย กูขอสาบานต่อหน้าพระ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ถ้ามีกูก็ต้องไม่มีอีมณีริน กูจะขอจองเวรจองกรรมกับมันทุกชาติไป” บังเงินอธิษฐาน

พิธีห่มพระธาตุเสร็จสมบูรณ์ เจ้าศิริวัฒนาขยับเข้ามาหามณีริน คำเที่ยงมุดต้วมเตี้ยมเปิดทางให้

“เหนื่อยไหม เจ้าริน” เจ้าศิริวัฒนาเอ่ยถาม

“เสร็จงานแล้วก็หายเหนื่อยแล้วเจ้า” มณีรินตอบสั้นๆ

“อดตาหลับขับตานอนมาทั้งคืนข้าวปลาบ่ได้กิ๋น จะบ่เหนื่อยได้จะไดเจ้าริน” คำเที่ยงรีบทำคะแนนแล้วหันมาทางเจ้าศิริวัฒนา “เมื่อคืนเจ้ารินเปิ้นบ่ยอมละสายตาจากกี่ทอผ้าเลยนะเจ้า ข้าเจ้าบ่ฮู้จะเอาใจจ่วยยังได สงซ้านสงสาร นี่คงจะปวดแขนปวดไหล่ไปหมดใจ่ก๊าเจ้า”

มณีรินแอบตาเขียวใส่คำเที่ยงที่อวดจนออกหน้าออกตา เจ้าศิริวัฒนาเอื้อมมือมาจับมือมณีรินไปกุมไว้

“ถ้ายังงั้นเดี๋ยวเจ้ารินต้องกลับไปพักผ่อนให้มากๆเน้อ พี่จะส่งหมอนวดมือดีๆไปนวดให้ด้วยดีไหม”

มณีรินจะปฏิเสธแต่ไม่ทัน คำเที่ยงที่ตอบรับเสียงใส

“ดีเจ้า”

มณีรินปั้นหน้าไม่ถูกส่งค้อนให้คำเที่ยง แล้วบัวเงินก็ปราดเข้ามาแสดงความยินดีกับมณีรินพลางเอื้อมมือไปจับมือมณีรินมากุม เจ้าศิริวัฒนาจึงต้องปล่อยมือออก

“ตอนที่เจ้านางน้อย ทูลเจ้าหลวงไปว่าขอให้ผ้าของพี่ได้ขึ้นห่มองค์พระธาตุ พี่น่ะซึ้งน้ำใจเจ้านางน้อยจนน้ำตาซึมทีเดียว แม่คุณของพี่...ช่างมีน้ำใจงดงามอะหยังอย่างอี้...งามทั้งกายและใจ๋แต๊ๆ” บัวเงินส่งยิ้มหวานตีบทแตกกระเจิง เจ้าศิริวัฒนายิ้มสบายใจที่เห็นสองเมียกลมเกลียวรักใคร่ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

คำเที่ยงจับจ้องความตอแหลของบัวเงิน แล้วหันมาสบตากับอีเม้ยที่ส่งยิ้มจอมปลอมให้

เมื่อกลับมาถึงเรือน คำเที่ยงก็เอ่ยเตือนมณีรินเรื่องบัวเงิน เพราะสัมผัสได้ถึงรังสีความอำมหิตที่แผ่ออกมา แต่มณีรินปราม ไว้ พลางบอกว่าให้ต่างคนต่างอยู่ คำเที่ยงขยับจะพูดต่อ

“เลิกอู้เรื่องนี้ได้แล้ว เฮาอยากพักผ่อนเต็มที...เฮาจะขึ้นข้างบนแล้ว” มณีรินตัดบท

“นังเด็กๆเตรียมน้ำอุ่นไว้เดี๋ยวนี้ เจ้ารินเปิ้นจะอาบน้ำ” คำเที่ยงสั่ง แล้วแยกออกไป

มณีรินก้าวขึ้นบันได แต่ความอ่อนเพลียอดตาหลับขับตานอนมาทั้งคืน ทำให้หน้ามืดจะเป็นลม ร่างของเธอโงนเงนพร้อมจะร่วงลงมา

“เจ้านางน้อย เจ้านางน้อย” เสียงเจ้าศิริวงศ์ร้องเรียกแล้วปราดเข้ามารับร่างของมณีรินไว้ได้ทัน

ooooooo

เรรินที่นั่งอยู่หน้ากี่รู้สึกเหมือนหน้ามืดจะเป็นลม เพราะใช้สายตาเพ่งทอผ้าในห้องที่มืดสลัวนานเกินไป

“อย่าฝืนเลยวันนี้คุณเหนื่อยมามากแล้วกลับไปพักผ่อน เถอะ เอาไว้วันหลังค่อยกลับมาทอใหม่” เจ้าศิริวัฒนาเข้ามาห้าม

“ฉันอยากรู้ว่า หม่อมบัวเงินทำร้ายฉัน...เอ้อ ทำร้ายเจ้านางมณีรินยังไงคะ”

“ยังมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นอีกมากมายแต่คุณใจเย็นๆเถอะคุณได้รู้แน่ ถึงเวลานั้นจริงๆคุณอาจจะไม่อยากให้อภัยคนที่ทำร้ายคุณเลยก็ได้” เจ้าศิริวัฒนาหันกลับเดินหายเข้าไปในภาพเขียนสีน้ำมัน เป็นครั้งแรกที่เรรินได้เห็นเจ้าศิริวัฒนาหายไปกับตา เธอจำใจออกมาจากห้องทอผ้า อาศัยความมืดลัดเลาะพาตัวเองออกมาจากตึกแล้วมุ่งหน้าไปทางประตูออกด้านหลัง

สุริยวงศ์ที่ซ่อนตัวอยู่แน่ใจว่าเป็นเรรินออกมาจากห้องทอผ้าแน่ จึงเข้าไปดูข้างใน เขาไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรจึงลองเปิดผ้าขาวที่คลุมปิดผ้าที่ทอไว้ออกดูก็พบว่า ผ้าถูกทอเพิ่มขึ้น สุริยวงศ์ข้องใจ ไม่รู้ว่า เรรินทำไปเพื่ออะไร

เมื่อออกมาจากคุ้มได้แล้ว เรรินก็แวะทานอาหารที่ร้านข้างทาง และได้พบกับธนินทร์ที่สวมบทพระเอกผู้น่าสงสารเข้ามาขอคุยด้วย เรรินรีบลุกหนีเพราะไม่ไว้ใจ แต่ธนินทร์ก็ตื๊อไม่เลิก เขาขอไปส่งเธอที่รีสอร์ตเป็นครั้งสุดท้าย เพราะอยากให้จากกันด้วยความรู้สึกดีๆ

เรรินใจอ่อนยอมขึ้นรถไปกับธนินทร์ และไม่ทันเห็นว่ามีใครคนหนึ่งแอบตามเธอไปห่างๆ

ด้านธนินทร์เขาเริ่มร้องไห้ฟูมฟาย ตัดพ้อเรรินที่ไม่ยอมให้โอกาสเขาได้แก้ตัวอีกสักครั้ง

“คุณอย่าพยายามผูกมัดตัวเองด้วยคำสัญญาเลย เพราะคุณก็รู้ว่าคุณทำไม่ได้ตามที่จะสัญญา ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงคุณได้ เราอย่าฝืนความเป็นจริงกันอีกต่อไปเลยถึงยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ไม่ใช่เหรอคะ”

“นั่นสินะครับริน...ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้” ธนินทร์เช็ดน้ำตาทำเบิกบาน

เรรินโล่งใจคิดว่าธนินทร์คิดได้ แต่เธอคิดผิด เพราะธนินทร์กลับหลอกเธอมาที่โรงแรมม่านรูดและจะใช้กำลังข่มเหง เรรินตอบโต้ ทุบตีจิกข่วนป้องกันตัวเองสุดฤทธิ์ ธนินทร์ยิ่งเจ็บก็ยิ่งบ้าคลั่ง

แต่เรรินสบโอกาสจะวิ่งหนีออกมา แต่ธนินทร์คว้าคอกระชากทำให้สร้อยเงินที่คล้องพระป้องกันตัวหลุดขาดกระเด็น เรรินท่าทางจะเพลี่ยงพล้ำเป็นแน่แท้

พลัน...ประตูถูกถีบอย่างแรงหลายครั้งจนพัง ธนินทร์ชะงักเมื่อหันไปเห็นสุริยวงศ์พุ่งเข้าถีบ พลางไล่ให้เรรินหนีไป เมื่อตั้งหลักได้ก็ถลันเข้าจัดการสุริยวงศ์ แต่ก็โดนสวนชุดใหญ่ จนลงไปนอนกองเพราะสิ้นฤทธิ์

oooooo


เรืองย่อ ละคร รอยมาร 
เรื่องย่อละคร รอยมาร   ตอน1   
เรื่องย่อละคร รอยมาร   ตอน2   
เรื่องย่อละคร รอยมาร   ตอน3  
เรื่องย่อละคร รอยมาร   ตอน4  
เรื่องย่อละคร รอยมาร   ตอน5  
เรื่องย่อละคร รอยมาร   ตอน6  
เรื่องย่อละคร รอยมาร   ตอน7  
เรื่องย่อละคร รอยมาร   ตอน8  

เรื่องย่อ รอยใหม ตอน8 ละครช่อง3


ตอนที่ 8

สุริยวงศ์พาเรรินนั่งรถออกไปด้วยกัน ระหว่างทางเขาเห็นเธอยังตกใจกลัวไม่หาย จึงเอื้อมมือมาแตะหวังปลอบใจ แต่เรรินสะดุ้งสุดตัวเพราะขวัญกระเจิง

“ขอโทษครับ...ผมขอโทษ ผมน่าจะฆ่ามันให้ตายคามือไปเลย” สุริยวงศ์แค้นไม่หาย

ชายหนุ่มตัดสินใจพาเรรินไปพักที่บ้านของเขา เพราะเกรงว่า ธนินทร์จะตามไปทำร้ายเธอที่รีสอร์ตอีก เรรินปฏิเสธเพราะเกรงใจ แต่สุริยวงศ์ยืนยันว่า ความปลอดภัยของเธอสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น

“คุณรู้ได้ยังไง ว่าธนินทร์คิดร้ายกับฉัน”

“คุณรินจะโกรธผมรึเปล่า ถ้าผมจะบอกว่า ผมตาม

คุณรินไปห่างๆตั้งแต่คุณรินออกจากคุ้มเจ้าหลวงแล้ว ถึงต้องตายผมก็ยินดีปกป้องคุณรินด้วยชีวิตของผมครับ” สุริยวงศ์ให้คำมั่น
เรรินแทบน้ำตาร่วง สุริยวงศ์ถามเรื่องแจ้งความ เรรินส่ายหน้าขอให้ทุกอย่างจบลงเท่านี้ สุริยวงศ์เข้าใจเขาเปลี่ยนเรื่องชวนเธอขึ้นไปพัก เรรินขยับจะลุกแต่ก็ชะงักเพราะคลำไม่เจอสร้อยที่คอ
“ตายจริง...สร้อยค่ะ สร้อยเส้นนั้นขาดไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ เอาไว้ผมจะหาเส้นใหม่มาให้” สุริยวงศ์รับปาก
เวลาเดียวกันนั้น ธนินทร์กลับไปให้สรัญญาช่วยทำแผลที่โรงแรม สรัญญาเตือนให้เตรียมหาคำตอบแก้ตัวกับผู้ใหญ่ให้ดี เพราะเรรินต้องแจ้งความเอาเรื่องเขาแน่
“กูไม่กลัวหรอกโว้ย ถ้ามันคิดจะเดินจากไปง่ายๆ ก็ฝันไปเหอะ” ธนินทร์แค้นไม่เลิก
วันต่อมา วันดารามาหาสุริยวงศ์พร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าของเรริน เพราะสุริยวงศ์โทร.บอกเธอตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว วันดารากอดเรียกขวัญให้เรรินพลางแนะนำให้อยู่กับสุริยวงศ์ ที่นี่ก่อนเพื่อความปลอดภัย
“รินกลายเป็นภาระของพี่วันกับคุณสุริยะแท้ๆ”
“อย่าอู้อย่างอั้นคุณริน ปี้กับสุริยะบ่เกยคิดอย่างอั้นเลย สำหรับปี้ คุณรินเหมือนน้องสาวแต้ๆของปี้คนหนึ่ง”
“ขอบคุณค่ะพี่วัน รินไม่รู้จะขอบคุณยังไงดี”
“คุณรินสบายใจ๋ปี้ก่อสบายใจ๋ อยู่ตี้นี่บ่ต้องเกรงใจ๋อะหยังทั้งนั้น...หรือว่าถ้าคุณรินอยากจะกลับกรุงเทพฯ  ปี้ก่อจะได้จองตั๋วเครื่องบินหื้อ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่วัน รินยังไม่อยากกลับไปตอนนี้ รินมีธุระบางอย่างที่นี่ ที่อยากจะทำให้เสร็จเสียก่อนค่ะ” เรริน มุ่งมั่น
วันดาราไม่ซักต่อ แต่สุริยวงศ์เริ่มแน่ใจแล้ว ว่าธุระของเรรินคืออะไร
ooooooo
สรัญญาแวะมาหาวงพระจันทร์ที่ห้องเสื้อ เธอพูด เป็นนัยๆเรื่องปัญหาหัวใจระหว่างวงพระจันทร์กับสุริยวงศ์ หวังหาแนวร่วมจัดการกับเรริน เวลาเดียวกันนั้นบัวเงินเปิดกล่องเครื่องประดับ แล้วค่อยๆหยิบสิ่งหนึ่งซึ่งเล็กจิ๋วออกมาวางบนฝ่ามือ
“หม่อมกะเจ้า อิ๋นคำตั๋วนี้ หม่อมยังเก็บฮักษาไว้อยู่อีกก๊าเจ้า” ผีอีเม้ยคลานเข้ามา
“กูเกยคิดว่าคงบ่มีโอกาสได้ใจ้มันแล้ว แต่พอกูหันความง่าวของอีวงพระจันทร์ กูก็อดบ่ได้” บัวเงินมองอิ๋นคำในมือหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต ครั้งที่เธอนำอิ๋นคำมาบูชา และร่ายคาถายาวเหยียดหวังเรียกให้เจ้าศิริวัฒนากลับมารักกลับมาหลง แต่เจ้าศิริวัฒนาเรียกมณีรินขึ้นไปหาในห้อง
ทำงาน และถอดแหวนทับทิมเม็ดเป้งออกจากนิ้วก้อย มาสวมที่นิ้วนางของเธอ
“แหวนวงนี้ยังบ่ใจ่แหวนแต่งงานเน้อเจ้าริน แหวนตี้อ้ายจะสวมหื้อเจ้าริน แม่เจ้าเปิ้นยังเลือกเพชรบ่ได้ น้ำยังบ่ถูกใจ๋เปิ้น สล่าพันเปิ้นก่อฮ้อนใจ๋ กลั๋วว่าจะทำแหวนหื้อบ่ตัน” เจ้าศิริวัฒนาเอ่ย
มณีรินไหว้เจ้าศิริวัฒนาทั้งที่ในใจไม่อยากได้เลยสักนิด
บัวเงินที่แอบดูอยู่กับอีเม้ยทนดูไม่ได้ถลันเข้ามาแทรกพลางทัก ว่าแหวนที่นิ้วนางมณีรินงามนัก
“อ้ายเพิ่งหื้อเจ้ารินเปิ้นเดี๋ยวนี้เอง เจ้ารินเปิ้นจ่วยอ้ายแปลเอกสารภาษาฝรั่ง” เจ้าศิริวัฒนาตอบ
“เจ้านางน้อยนี้เก่งแต๊ๆสมแล้วตี้มาเป็นกู่บุญบารมีเจ้าอ้ายนะเจ้า” บัวเงินเอื้อมมือไปจับมือมณีริน ทำทีเป็นชื่นชม แต่ในใจคลั่งแค้นยิ่งนัก
บัวเงินกลับมาอาละวาดที่เรือน อีเม้ยกระโดดหลบหนีตายเป็นพัลวัน มันรอจนบัวเงินอารมณ์เย็นลงจึงเข้ามาแนะนำ
“หม่อมเจื่อเม้ยเต๊อะ อีมณีรินมันต้องทำเสน่ห์ยาแฝดใส่เจ้าเปิ้นแน่ๆ บ่ยังอั้นเจ้าเปิ้นบ่หลงมันจนขาดสติอย่างนี้หรอก เม้ยผ่อบ่ผิดหรอกอีพวกมาจากบ้านป่าเมืองเถื่อนมนต์ดำมันแฮงนัก”
“แล้วกูจะทำอย่างไดดีอีเม้ย” บัวเงินหันมาปรึกษา
“บ่ยากหรอกเจ้าหม่อม มันเล่นมนต์ดำมาเฮาก่อต้องตอบมันกลับไปด้วยมนต์ดำเหมือนกั๋น” อีเม้ยมีแผนในใจ
ooooooo
เรรินเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น และเห็นรูปถ่ายเจ้าศิริวัฒนาตั้งอยู่ก็ชะงักเธอเดินเข้าไปหารูปถ่ายนั้นเหมือนต้องมนต์พลางเอ่ย
“เจ้าคะ...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ยังไงฉันก็จะกลับเข้าไปทอผ้าผืนนั้นให้เสร็จให้ได้ค่ะ”
“เจ้าศิริวัฒนา ท่านปู่ของผมเองครับ” สุริยวงศ์ตามเข้ามา
เรรินตกใจหันกลับมาถาม “ท่านเป็นปู่แท้ๆของคุณเหรอคะ”
“ไม่หรอกครับ คุณปู่แท้ๆของผมท่านเป็นญาติห่างๆ ลูกพี่ลูกน้องกับท่านน่ะครับ ท่านปู่ศิริวัฒนาท่านไม่มีลูกหลาน”
“แล้วคุณย่าบัวเงินของคุณ...ไม่ได้แต่งงานกับท่านเหรอคะ”
“ผู้ใหญ่บางคนก็เล่าว่าท่านได้แต่งงานกันแต่บางคนก็ว่าไม่ทันได้แต่งงานครับ คุณย่าเองก็เหมือนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ ผมก็เลยไม่กล้าถาม แปลกนะครับปกติคนแก่มักชอบเล่าเรื่องในอดีตให้ลูกหลานฟัง แต่คุณย่าของผมท่านกลับไม่...หลายวันก่อนผมไปเยี่ยมท่าน ท่านยังถามถึงคุณรินอยู่เลย” สุริยวงศ์นึกได้
“ถามถึงฉัน” เรรินสยอง
“ครับ...ท่านยังว่า อยากเจอคุณรินอีกสักครั้ง จะได้ให้คุณรินชมผ้าโบราณของท่านด้วย” สุริยวงศ์ยิ้มจริงใจ แต่เรริน กลับหนาวสะท้านเมื่อนึกถึงเรื่องราวของบัวเงินกับผีอีเม้ย
สุริยวงศ์บอกกับเรรินว่า วันนี้เขามีธุระหลายอย่างต้องออกไปทำ และคงจะกลับตอนเย็นๆขอให้เธอพักผ่อนตามสบาย และถ้ามีอะไรก็โทร.หาได้ตลอดเวลา
“ขอบคุณค่ะ” เรรินยิ้มให้
สุริยวงศ์เดินไปขึ้นรถแล้วขับรถออกไป เรรินมองตามจนแน่ใจว่าชายหนุ่มไปแล้วแน่ จึงเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้า และเก็บของใช้ประจำตัวใส่ย่าม แล้วแอบย่องออกมาจากบ้านพร้อมความมุ่งมั่นที่จะทอผ้าผืนนั้นให้เสร็จและไม่รู้ตัวเลยว่า สุริยวงศ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในรถสะกดรอยตามเธอไป
ขณะที่สุริยวงศ์แอบติดตามเรริน เรื่องราวในอดีตก็ดำเนินมาถึงตอนที่ อีเม้ยเข้ามารายงานบัวเงินเรื่องหมอทำเสน่ห์ “เม้ยไปสืบมาแล้วกะเจ้าหม่อม หมอคนนี้เปิ้นบ่ใจ่คนเมือง แต่เปิ้นมาอยู่เจียงใหม่เมินหลายปี๋แล้ว เปิ้นรอบรู้วิชาคุณไสยทางเขมรปุ๊นไผไปทำก่อได้ผลกั๋นกู้คน อีแม่ญิงหน้าดำแก่หนังเหี่ยวหนังยาน ผัวไปเอาเมียน้อย หมอเปิ้นทำพิธีหื้อบ่ตันข้ามวัน ผัวเปิ้นยังกลับมาหาเลยนะเจ้าหม่อม”
“กูกั๋วนะอีเม้ย มึงก็ฮู้ ใครเล่นคุณไสยมนต์ดำ มันเป๋น เรื่องผิดอาญาแผ่นดิน ถ้าถูกจับได้โทษถึงตัดหัวประจานเชียวนะมึงอีเม้ย” บัวเงินหน้าเครียด
“หม่อมบ่ต้องกั๋ว บ่มีไผฮู้เรื่องนี้หรอก ถ้าเคราะห์ร้ายความจะแตกจริงๆ เม้ยจะยอมฮับผิดแต๋นหม่อมเองก่อได้ ขอแค่ได้หันหม่อมของเม้ยมีความสุขจะเอาเม้ยไปฆ่าแกงตี้ไหนก่อได้เม้ยยอมทั้งนั้น” อีเม้ยถวายชีวิต
“โธ่...อีเม้ย กูจะหาขี้ข้าตี้ไหนหัวใจ๋ประเสริฐอย่างมึงบ่มีอีกแล้ว” บัวเงินซาบซึ้งใจ
ooooooo
เรรินกลับเข้ามาในคุ้มหลวงได้อีกครั้ง  เธอตรงไปที่ห้องทอผ้าและใช้เทคนิคคล้องกุญแจพรางสายตาผู้คนเพื่อเข้าไปในนั้น สุริยวงศ์ที่แอบดูอยู่นึกประหลาดใจ ขณะที่เรรินก็เข้าประจำที่แล้วลงมือทอผ้าต่อ
เจ้าศิริวัฒนาปรากฏกายขึ้น เขาแสดงความเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และเตือนไม่ให้เรรินไปพบบัวเงินตามคำเชิญเพราะสองนายบ่าวโหดเหี้ยมมาก
“เจ้าไม่มีวันให้อภัยหม่อมบัวเงินได้” เรรินเงยหน้าขึ้น
“คุณไปดูให้เห็นด้วยตาตัวเองเถอะ แล้วคุณจะรู้ว่า คนอย่างบัวเงินสมควรจะได้รับการให้อภัยหรือไม่” เจ้าศิริวัฒนาพาเรรินกลับไปในอดีต
ชาวบ้านมุงดูปาหี่มายากลกันอย่างสนุกสนานกลางตลาด เจ้าศิริวงศ์ยืนปะปนอยู่ด้วย บัวเงินกับอีเม้ยที่แต่งเป็นชาวบ้านเดินผ่านมาทั้งคู่ดูรีบเร่ง เจ้าศิริวงศ์หันไปเห็นก็จะเข้าไปทักแต่เฉลียวใจ เพราะปกติบัวเงินจะไปไหนต้องมีบ่าวไพร่ติดตามมากมายเพื่อให้สมเกียรติ เจ้าหนุ่มจึงได้แต่มองตามทั้งคู่ที่เดินหายไปทางป่าช้าหลังวัด
เพียงครู่เดียวอีเม้ยก็พานายของมันลัดเลาะมาถึงบ้านหมอเสน่ห์ บัวเงินชักกลัวรีบถามย้ำกับอีเม้ย
“มึงแน่ใจ๋ก๊ะอีเม้ย ว่าเปิ้นจะเก็บความลับของกูเอาไว้ได้”
“เม้ยบ่ได้บอกเปิ้นว่าหม่อมเป๋นไผหม่อมบ่ต้องกั๋วหรอกเจ้า ตบรางวัลหื้อเปิ้นงามๆก่อปอใจ๋แล้ว อีกอย่างขืนเปิ้นปากสว่างภัยก่อมาถึงตั๋วเปิ้นเอง เปิ้นฮู้” อีเม้ยนำบัวเงินเข้าไป
ในห้องพิธีอับทึบคละคลุ้งด้วยควันธูปโต๊ะตั่งตั้งเครื่องบูชาสารพัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์สายคุณไสยมนต์ดำ หมอเสน่ห์ลืมตาขึ้นจากบริกรรมเอ่ยทักบัวเงิน
“งามขนาดนี้ทำไมผัวทิ้ง มึงเคยถามตัวเองไหม”
“อีคนนั้นมันทำเสน่ห์ใส่ผัวนายเฮาก่อน ป้อหมอต้องจ่วยนายเฮา” อีเม้ยตอบแทน
“กูเลิกทำเรื่องพรรค์นี้มาเมินแล้ว มึงก่อฮู้ อาญาแผ่นดินถึงขั้นตัดหัวเชียวนะมึง” หมอเสน่ห์เล่นตัว
บัวเงินรู้ทันหยิบถุงเงินออกมาเท ตามด้วยกำไลทองในแขนเป็นค่าตอบแทน จนหมอพอใจ
ขณะที่หมอเสน่ห์ทำพิธีให้บัวเงินอยู่นั้น มณีรินก็ออกมาช่วยบริวารแผ่ถั่วเน่าเป็นแผ่นเพื่อนำไปตากแดด เธอพยายามจะถอดแหวนของเจ้าศิริวัฒนาออกเพราะทำงานไม่ถนัด คำเที่ยงร้องห้ามอ้างว่า เจ้าศิริวัฒนาจะเสียใจ แต่มณีรินไม่ฟัง เธอย้อนถามคำเที่ยงว่าชอบแหวนวงนี้มากใช่ไหม คำเที่ยงตอบรับหวังเอาใจ
“งั้นเฮาหื้อปี้คำเที่ยง...ใส่ไว้เน้อ” มณีรินถอดแหวนยัดเยียดใส่มือคำเที่ยงแล้วหันไปละเลงถั่วเน่ากับบริวารเป็นที่สนุกสนาน คำเที่ยงมองอย่างระอาใจ

ด้านหมอเสน่ห์ หลังบริกรรมคาถาเสร็จก็ยื่นตุ๊กตาไม้หญิงชายคู่หนึ่งที่ผูกติดกันด้วยสายสิญจน์ให้บัวเงิน สั่งให้เอาไปไว้ที่ใต้ที่นอนของผัว

“แค่นี้เองนะเหรอ” บัวเงินรับตุ๊กตาไม้มาจากหมอ

“กูมีของดีอีกอย่างจะให้ติดตัวไปด้วย แต่มึงออกไปก่อน กูต้องทำพิธีให้นายมึง ลำพังสองคนเท่านั้น มึงบ่เกี่ยว” หมอผีหันมาไล่อีเม้ย
สองนายบ่าวมองหน้ากัน ทำท่าจะไม่ยอม หมอรีบขู่ว่าถ้าไม่สำเร็จก็อย่ามาโทษกัน บัวเงินจึงจำใจให้อีเม้ยออกไปรอข้างนอก แล้วอยู่ทำพิธีต่อกับหมอตามลำพัง

ooooooo

ด้านเจ้าศิริวงศ์กลับมาที่คุ้มหลังสวน เพื่อซ้อมพิณเปี๊ยะกับสล่าพัน แต่เพราะยังข้องใจเรื่องบัวเงินไม่หายจึงเอ่ยถามผู้เป็นครูว่าพอจะรู้จักใครที่อยู่หลังวัดป่าอ้อไปทางเหนือบ้างไหม

“หลังวัดป่าอ้อ...นานๆ เฮาถึงจะได้ผ่านไปแถวนั้นซะที แถวนั้นบ่ใช่คนเมืองดอกเจ้าส่วนใหญ่เป็นพวกต่างถิ่นอพยพมาปลูกเฮือนอยู่กันแถวนั้น บ่ค่อยดีเท่าไรเจ้า มันเป็นที่อโคจร ไม่ควรผ่าน นี่เจ้าผ่านไปแถวนั้นมารึไง” สล่าพันส่งพิณเปี๊ยะให้เจ้าศิริวงศ์

“ก็ใช่น่ะสิ ถึงได้มาถามอ้ายอยู่นี่”

“อย่าไปอีกเน้อ...บ่ดีวันดีคืนดี ได้พวกเล่นของลองวิชา มันจะปล่อยของออกมา ลมเพ ลมพัดน่ะ เจ้าฮู้จักก่อ เคราะห์หามยามร้าย เจ้าไปโดนมันเข้าจะเดือดร้อนถึงตายเชียวนะเจ้า” สล่าพันเตือน

เจ้าศิริวงศ์ขนหัวลุก ไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง เรื่องแบบนี้เลย

ด้านบัวเงินเมื่อลงอักขระมนต์ดำเสร็จแล้ว หมอเสน่ห์ก็โยนผ้าดิบจดคาถา รัดตรึงใจผัวกับขวดน้ำมันผีตายทั้งกลมลงมาตรงหน้าพลางกำชับ

“คาถานั่นท่องให้ได้แล้วเผาไฟทิ้งเสีย อย่าเก็บให้เป็นหลักฐาน น้ำมันพรายผ้าผ่าผีตายทั้งกลมนั่น มึงอยากให้ผัวมึงรักหลงตรงไหนก็ทาตรงนั้น ไม่เกินสามวันผัวมึงจะไม่อยากเจอหน้าอีญิงคนไหนอีกเลย มึงได้ดีแล้วอย่าลืมกูละกัน”

“บ่ลืมดอก คนอย่างข้าใครทำคุณ ข้าก็ตอบแทนให้อย่างสาสมเสมอ” บัวเงินรับคำพลางเก็บขวดเก็บผ้าขึ้นมา

สองนายบ่าวรีบลาหมอแล้วกลับเข้าคุ้มหลวง แต่ต้องสะดุ้งเมื่อพบเจ้าศิริวงศ์เข้ามาทัก

“เอื้อยไปไหนกันมา ปิ๊กกันมาเสียเย็นย่ำ”

บัวเงินปากคอสั่นตั้งตัวไม่ทัน อีเม้ยรีบตอบแทน “หม่อมเปิ้นไปเยี่ยมคนไข้มันเป็นญาติห่างๆ ของข้าเจ้าเอง”

“ป่วยเป็นอะหยัง จะไดบ่ให้หมอฝรั่งไปดูอาการ”

“เปิ้น บ่เป็นอะหยังมากดอกเจ้าน้อย กินยาหม้อไปสองหม้อแล้ว เห็นว่าดีจวนหายแล้วละ” บัวเงินเริ่มตั้งสติได้

“โรคภัยไข้เจ็บที่แปลกๆเดี๋ยวนี้มันมีเยอะ ยิ่งถ้าฮักษาผิดวิธี ผิดทำนองคลองธรรม มันก็จะยิ่งทำให้หนักหนาไปกันใหญ่ เฮาว่าอย่างน้อยหมอฝรั่งเปิ้นก็อยู่ในกฎในเกณฑ์มีหลักวิชา ฮักษาไปตามจริง บ่ได้ออกนอกลู่นอกทางเน้อเอื้อย” เจ้าศิริวงศ์พูดเป็นนัย

“เจ้าน้อยเปิ้นก็ฮู้ของเปิ้นถูกเน้อนังเม้ย เอาไว้ถ้าอาการบ่ดีขึ้น พี่จะพาหมอฝรั่งไปตรวจดู ขอบใจเจ้าน้อยเน้อที่เตือนสติพี่ พี่ไปก่อนเน้อ” บัวเงินรีบดึงอีเม้ยเดินออกไป

เจ้าศิริวงศ์มองตามยิ่งเพิ่มความสงสัย

ooooooo

ในตอนค่ำ เจ้าหลวงกับพระชายาเรียกทุกคนไปฟังเจ้าศิริวงศ์กับสล่าพันดีดพิณเปี๊ยะ สลับกับการขับลำนำในคุ้ม ขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น บัวเงินก็แอบส่งสายตาให้อีเม้ยนำตุ๊กตาไม้คนคู่ที่หมอเสน่ห์ให้มาไปซ่อนไว้ใต้ที่นอนเจ้าศิริวัฒนา

เมื่อทำหน้าที่เสร็จอีเม้ยก็คลานกลับมา บัวเงินโล่งใจ เพราะเจ้าศิริวงศ์เล่นพิณเปี๊ยะท่อนสุดท้ายจบลงพอดี สองนายบ่าวส่งยิ้มให้กันอย่างสมใจ ขณะที่เจ้าหลวงกับพระชายาต่างชื่นชมในฝีมือการเล่นพิณของเจ้าศิริวงศ์และล้อว่า เคยไปเล่นจีบสาวที่ไหนมาบ้างหรือยัง

เจ้าศิริวงศ์ชะงักแอบปรายตามาทางมณีรินที่นั่งนิ่ง เจ้าศิริวัฒนานึกขึ้นได้เสนอ จะให้น้องชายช่วยขับลำนำกับพิณในวันแต่งงานของตนกับมณีริน

“ก็ดีสิแต่งลำนำใหม่ให้กินใจ๋คงบ่ยากนักดอกใช่ไหมศิริวงศ์” เจ้าหลวงหันมาถาม

“ลูกจะพยายามครับพ่อเจ้าทั้งที่รู้ว่ามันยากยิ่งกว่าสิ่งใด” เจ้าศิริวงศ์ตอบ

มณีรินเงยหน้าขึ้นมองเจ้าศิริวงศ์ด้วยแววตาตัดพ้อ

กลางดึกคืนนั้น บัวเงินลุกขึ้นมาปลุกเสกคาถาที่หมอเสน่ห์ให้มาอย่างเอาจริงเอาจัง มีอีเม้ยนั่งลุ้นเป็นกำลังใจอยู่ห่างๆ บัวเงินท่องคาถาเป็นรอบที่ร้อยที่พันจนขึ้นใจแล้วเผาแผ่นฝ้าคาถาที่หมอเสน่ห์ให้มาด้วยเทียนที่ปักอยู่ตรงหน้า ท่าทางมุ่งมั่นฮึกเหิมเพราะคาถาอยู่กับตัวแล้ว

ooooooo

เช้าอันสดใส มณีรินเข้าไปช่วยเหล่าบริวารขึงเส้นไหมผ่านฟืม แต่ยังไม่ทันเสร็จคำเที่ยงก็วิ่งมาตามบอกว่าเจ้าศิริวัฒนาไม่สบายแล้วรีบพาเจ้านางน้อยไปเยี่ยมอาการ

เมื่อไปถึง มณีรินพบเจ้าหลวง พระชายาและเจ้าศิริวงศ์นั่งหน้าเครียดปรึกษากัน เรื่องอาการป่วยของเจ้าศิริวัฒนา

“เปิ้นฮ้องแต่ว่าปวดหัว ปวดเมื่อยไปทั้งตัว บ่ได้หลับได้นอนทั้งคืน แม่จับตัวดูก็ฮ้อนยังกะไฟ” พระชายาร้อนใจหันมาบอกกับมณีริน

“เจ้าอ้ายคง บ่เป็นอะหยังนักดอกครับ หมอกำลังตรวจอาการอยู่ เจ้านางน้อยจะเข้าไปเยี่ยมเจ้าอ้ายตอนนี้ก็ได้ เปิ้นได้กำลังใจเผลอๆ บ่ทันข้ามวัน ไข้ก็ลด” เจ้าศิริวงศ์เปิดทาง

มณีรินแอบค้อนแล้วตีหน้าตายชวนคำเที่ยงไปเยี่ยมเจ้าศิริวัฒนา แต่เมื่อถึงหน้าห้องอีเม้ยก็เข้ามาขวางไว้ คำเที่ยงไม่พอใจต่อว่าอีเม้ย แล้วบัวเงินก็เดินฉีกยิ้มออกมา เธอแสร้งตำหนิ

“นังเม้ย...เอ็งนี่บ่ฮู้จักที่ต่ำที่สูง ง่าวนัก เอ็งบ่ฮู้ก๊ะว่าเปิ้นเป็นใคร เอ็งนี่สอนบ่ฮู้จักจำ อย่าไปถือสาขี้ข้าอย่างมันเลยเน้อ เจ้านางน้อย ไปเต๊อะเข้าไปข้างในกัน” บัวเงินจับแขนถึงเนื้อถึงตัวแสดงความสนิทสนมพาเข้าห้องไป

อีเม้ยส่งยิ้มหยันให้คำเที่ยง ไม่สะทกสะท้านคำด่าของบัวเงินสักนิด

มณีรินเข้ามาในห้อง หมอก็ตรวจอาการเสร็จพอดี เจ้าศิริวัฒนาหันมาบอกมณีรินว่าตนปวดหัวมาก มณีรินแนะนำให้เจ้านอนพักและกินยาตามที่หมอจัดให้ไม่นานคงหาย บัวเงินส่งยิ้มเย็นแล้วแสร้งทำดีขอให้มณีรินมาเยี่ยมบ่อยๆเพราะเจ้าจะได้มีกำลังใจและหายไวๆ มณีรินยิ้มรับแล้วขอตัว
ขณะที่ด้านนอกหมอก็กำลังรายงานเจ้าหลวง พระชายาและเจ้าศิริวงศ์ถึงอาการป่วยของเจ้าศิริวัฒนาว่ายังหาสาเหตุไม่ได้ ต้องดูผลตรวจเลือดอีกที

เจ้าศิริวงศ์หน้าเครียด ไม่กล้าคิดในด้านสมมติฐานของตนเพราะมันไร้สาระเกินไป จึงเดินเลี่ยงออกมาเพื่อดักรอมณีรินที่สวนด้านหลังตึก

เพียงครู่เดียวมณีรินก็เดินนำคำเที่ยงมาถึง เจ้าศิริวงศ์ถามถึงอาการป่วยของพี่ชาย แต่คำเที่ยงตอบแทนเสียหมด เพราะเข้าใจว่าเจ้าศิริวงศ์พูดกับตน

“ให้นายโตเป็นคนตอบบ้างได้ไหม” เจ้าศิริวงศ์เสียงเข้ม

คำเที่ยงหุบปากสนิท มณีรินจึงเอ่ยว่า เธอจะกลับไปต้มน้ำซุปอย่างฝรั่งขึ้นมาให้เจ้าศิริวัฒนาเพราะคนเจ็บกินของแข็งๆรสจัดๆไม่ดี

“เฮาฝากเจ้าอ้ายของเฮาไว้กับเจ้านางน้อยด้วยเน้อ”

“ทำไมต้องมาฝากเฮา ทุกคนก็เป็นห่วงเปิ้น อยากให้เปิ้นหายเจ็บโวยๆกันทั้งนั้น เผลอๆเอื้อยบัวเงินเปิ้นจะดูแลเจ้าเปิ้นได้ดีกว่าเฮาด้วยซ้ำไป”

“จะยังไงก็ช่าง ไม่ว่าเจ้าอ้ายเปิ้นจะเจ็บครั้งนี้ด้วยโรคอะไร เฮาเชื่อว่าความรักจากเจ้านางน้อยเป็นยาอย่างเดียวที่จะเยียวยาเปิ้นให้หายดี”
มณีรินมองเจ้าศิริวงศ์นิ่งน้อยใจที่เขาคอยผลักไส เจ้าศิริวงศ์ทนมองแววตามณีรินได้ไม่นานก็ตัดใจเดินจากไป

“เจ้าน้อยเปิ้นพูดของเปิ้นถูกเน้อเจ้าริน” คำเที่ยงมองตามเจ้าศิริวงศ์แล้วพล่ามต่อ “ความฮักเยียวยาได้ทุกสิ่งที่บ่มีแฮง ความฮักก็ทำให้มีแฮง ที่เจ็บก็หายเจ็บ ที่ขมยังว่าหวานได้เลย เจ้าน้อยเปิ้นอู้เหมือนคนฮู้จักความฮักดีนักขนาดเนาะเจ้ารินเนาะ” คำเที่ยงหันมาก็ไม่เจอมณีรินก็รีบวิ่งตาม

ooooooo

เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว มนต์เสน่ห์ของหมอก็เริ่มสำแดงฤทธิ์ เจ้าศิริวัฒนาเรียกหาแต่บัวเงินเพียงผู้เดียว และไม่ยอมให้ใครเข้ามาวุ่นวายในห้อง อีเม้ย สมใจเป็นที่สุดเพราะการลงทุนครั้งนี้คุ้มค่ามหาศาล

เช้าวันต่อมา มณีรินต้มซุปมาให้เจ้าศิริวัฒนา แต่ถูกอีเม้ยขัดขวางไม่ยอมให้พบ พระชายาผ่านมาเห็นจึงนำมณีรินเข้าเยี่ยมเจ้าศิริวัฒนาด้วยตัวเอง บัวเงินรีบออกมาต้อนรับแล้วแอบเอาถ้วยซุปไปทำพิธีล้างคาถา เพราะเข้าใจว่ามณีรินทำของใส่เจ้าศิริวัฒนาเช่นกัน

พระชายาเห็นว่าบัวเงินเดินออกไปแล้วก็วานให้มณี รินช่วยเช็ดตัวให้ลูกชายเผื่อจะสดชื่นขึ้นมาบ้าง

อีเม้ยมองอย่างหมั่นไส้ พระชายาหันไปสั่งคำเที่ยงให้เปิดหน้าต่างเพื่อให้ลมเข้า แต่ทันทีที่แสงสว่างสาดเข้ามา เจ้าศิริวัฒนาก็สะดุ้งเหมือนผีโดนสาดด้วยน้ำมนต์ พร้อมส่งเสียงร้องโหยหวน ดิ้นทุรนทุราย ทุกคนตกใจ

บัวเงินที่รอจังหวะรีบยกถ้วยซุปเข้ามาแล้วอ้างกับทุกคน

“เจ้าอ้าย เปิ้นแสบตาน่ะเจ้า เปิ้นบ่ชอบให้ใครเปิดหน้าต่าง”

“แต่ไหนแต่ไร ลูกบ่เคยเป็นอย่างนี้นี่” พระชายาแปลกใจ

“ลูกขอขมาแม่เจ้าเต๊อะ ถ้าลูกทำให้แม่เจ้าตกใจ”

“บ่เป็นหยัง กินข้าวกินปลาเสียเต๊อะ เจ้านางน้อย เปิ้นอุตส่าห์ทำขึ้นมาให้” พระชายาสั่ง

บัวเงินวางสำรับลง เจ้าศิริวัฒนาตักซุปกินแล้วอ้วกออกมาจนหมด เสียงสำรากดังไปทั่วคุ้ม พระชายา มณีรินและคำเที่ยงเกาะกันกลม ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

เมื่อเจ้าศิริวงศ์รู้เรื่องก็รีบไปปรึกษาสล่าพันเพราะหวังจะได้คำอธิบาย แต่สล่าพันกลับพูดเป็นนัยว่าอาการของเจ้าศิริวัฒนาเหมือนคนโดนของ

“แล้วเฮาควรจะทำยังไงดีอ้ายพัน เฮาต้องปล่อยให้เจ้าอ้ายเปิ้นทนทรมานยังงี้ ต่อไปเรื่อยๆยังงั้นก๊ะ”

“เจ้าอย่าลืมเน้อ เรื่องมันผิดอาญาแผ่นดินอัปรีย์จัญไรแบบนี้ ยังเกิดขึ้นในคุ้มเจ้าหลวงด้วยแล้วถ้ามันเป็นเรื่องขึ้นมา เจ้าคิดว่าจะทนเห็นการลงโทษตัวการได้ก๊ะ” สล่าพันเตือน

เจ้าศิริวงศ์อึดอัดขัดข้องใจเพราะทางออกเรือนลางเต็มที

บัวเงินกลับมาพักผ่อนที่เรือน อีเม้ยคลานมาตามให้ไปดูแลเจ้าศิริวัฒนาที่ห้อง บัวเงินส่งยิ้มชอบใจแล้วมอบสร้อยทองให้เป็นรางวัลที่ช่วยแนะนำเรื่องหมอเสน่ห์ให้ และจะให้มากกว่านี้ถ้ามีลูกชายกับเจ้าศิริวัฒนา

“งั้นหม่อมยิ่งต้องขยันขึ้นตึกไปเช็ดตัวลดไข้ให้เจ้าเปิ้นนะเจ้า” อีเม้ยส่งยิ้มอย่างรู้กัน

“บ่ วันนี้กูบ่ขึ้นไป กูขี้เกียจเดิน”

อีเม้ยนิ่งคิดก็เข้าใจ “เม้ยรู้แล้ว หม่อมบ่ไป เพราะหม่อม จะทำให้เจ้าเปิ้นเป็นฝ่ายซมซานมาหาหม่อมเองใช่ก๊ะ”

“มึงนี่ฉลาดสมกับเป็นบ่าวกูแต๊ๆอีเม้ยทั่ว ทั้งเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ยันไปถึงแป้น่าน กูบ่เห็นขี้ข้าคนไหนจะฉลาด หลักแหลมเท่ามึงเลย มึงนี่มันเพชรในตมแต๊ๆ กูจะลองคาถาได้หมอเสน่ห์ว่ามันจะขลังดังใจกูไหม” บัวเงินหันหลังให้อีเม้ยแล้วเริ่มร่ายคาถาเรียกผัวเพื่อให้เจ้าศิริวัฒนาลงมาหา
บังเอิญว่า มณีรินเข้าไปหาหนังสืออ่านที่ห้องสมุดในคุ้ม เธอได้พบกับเจ้าศิริวงศ์ที่นั้น แต่ไม่ทันได้พูดคุยกัน ก็ได้ยินเสียงเจ้าศิริวัฒนาร้องครวญครางเหมือนเจ็บปวดดังออกมาจากในห้อง ทั้งสองรีบเข้าไปดู

เมื่อมณีรินเข้าไปจับตัว เจ้าศิริวัฒนาก็ค่อยๆ สงบลงกลายเป็นร้องคราง ฮือ ฮือ เจ้าศิริวงศ์หันมามองมณีรินเห็นที่คอห้อยพระองค์หนึ่งก็เริ่มมั่นใจอะไรบางอย่าง

“เจ้าริน...อ้ายอิดขนาด” เจ้าศิริวัฒนาร้อง

มณีรินเอื้อมมือมาจับมือเจ้าศิริวัฒนาอย่างให้กำลังใจ เจ้าศิริวงศ์มองภาพนั้นอึ้ง

ooooooo

ด้านบัวเงินเมื่อร่ายคาถาจบก็สั่งให้อีเม้ยไปรอต้อนรับเจ้าศิริวัฒนาที่หน้าเรือน เพราะมั่นใจว่าเจ้าต้องมาแน่ อีเม้ยรับคำสั่งแล้วคลานออกไป
มณีรินเข้ามาดูแลเจ้าศิริวัฒนาและชวนออกไปเดินเล่นข้างนอกเพื่อรับอากาศดีๆ จะได้สดชื่น เจ้าศิริวัฒนายอมลุกจากที่นอนเดินตามมณีรินลงมาที่สวน

ด้านบัวเงินที่นอนรอแล้วรอเล่าไม่เห็นเจ้าศิริวัฒนามาสักทีจึงเรียกอีเม้ยมาสอบถาม อีเม้ยรีบพาบัวเงินไปที่สวนก็เห็นเจ้าศิริวัฒนาเดินอยู่กับมณีริน

“อย่างนี้นี่เอง กูร้องเท่าไรผัวกูก็บ่ได้ยินเสียงกู” บัวเงิน แค้นใจเดินตรงรี่เข้าไปหามณีริน

อีเม้ยตามติดเพราะงานนี้มันแน่

บัวเงินตวาดเรียกให้เจ้าศิริวัฒนากลับขึ้นห้อง มณีรินแปลกใจออกตัวว่า เธอเป็นคนชวนเจ้าลงมาเดินเล่นเองเพราะจะได้สดชื่น

“แล้วอากาศข้างบนห้องมัน บ่ดีตรงไหน สาระแน” บัวเงินตะคอก แล้วเรียกซ้ำให้เจ้าศิริวัฒนาขึ้นห้อง

“พี่ขอเดินเล่นอีกสักหน่อย พาอ้ายไปดูต้นโศก ต้นโน้นหน่อยเต๊อะ เจ้าริน มันกำลังออกดอกอยู่ใช้ก๊ะ” เจ้าศิริวัฒนาหันมาบอกกับมณีรินแล้วพากันเดินออกไป

บัวเงินจ้องเขม็ง งึมงำท่องคาถาแล้วเป่าออกไป เจ้าศิริวัฒนาชะงักกึกอาการปวดหัวกลับมาทันที บัวเงินไม่รีรอ ตรงรี่เข้าฉุดดึงเจ้าศิริวัฒนาจากมณีรินพลางป้ายน้ำมันเสน่ห์ใส่

“เฮาสั่งให้กลับขึ้นข้างบนไปเดี๋ยวนี้ บ่ได้ยินก๊ะ” บัวเงินสั่ง

“เปิ้นบ่อยากขึ้น เอื้อยมาบังคับเปิ้นทำไม” มณีรินไม่ยอม

“มึงอยากลองดีกับกูก๊ะ” บัวเงินผลักมณีรินล้มลงไป

“เอื้อย หยุดเดี๋ยวนี้เน้อ เอื้อย ฮู้ตัวก่อว่ายะอะหยังลงไป” เจ้าศิริวงศ์เดินเข้ามา

บัวเงินชะงักกึกแล้วพลิกลิ้นเป็นหวานได้ทันที “เจ็บก่อ เจ้านางน้อย ทำไมอยู่ดีๆ ก็ล้มลงไปอย่างนี้ ลุกขึ้นเต๊อะลุกไหวก่อ มาเอื้อยจะช่วยเน้อ” บัวเงินทำขยับจะช่วย แต่เจ้าศิริวงศ์ประคองมณีรินให้ลุกขึ้น

“เอื้อย...เฮาจะขอเตือนเอื้อยเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยความหวังดี เอื้อยยะอะหยังลงไปก็ขอให้เลิกซะ ยังบ่สายเกินไป”

บัวเงินเอะใจสงสัยว่าเจ้าศิริวงศ์รู้อะไรบ้าง แต่ก็ทำเนียน “ก็เอื้อยเป็นห่วงเจ้าอ้ายเปิ้น เปิ้นบ่สบายอย่างนี้ พาเปิ้นลงมาตากแดดตากลมได้ยังไง” บัวเงินอ้างแล้วหันไปมองเจ้าศิริวัฒนา

จู่ๆ เจ้าก็ร้องว่าปวดหัว สั่งให้บัวเงินพาขึ้นห้องด้วยท่าทีที่แปลกๆ

“เจ้า น้องรู้เจ้า” บัวเงินประคองศิริวัฒนาออกไป

อีเม้ยยิ้มเยาะมณีรินแล้วตามนายไป มณีรินยืนงง ขณะที่เจ้าศิริวงศ์เครียดจัด

มณีรินกลับมาที่เรือนและบอกเล่าเรื่องราวที่เจอมาให้คำเที่ยงฟัง คำเที่ยงฟันธงว่า เจ้าศิริวัฒนาต้องโดนของแน่ และคนที่ทำก็คือบัวเงิน แต่มณีรินไม่เชื่อสั่งห้ามคำเที่ยงพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง เพราะผิดอาญาแผ่นดินต้องโทษหนัก ทั้งที่ในใจก็นึกหวั่น

ด้านอีเม้ยที่รอเสนอหน้า เห็นบัวเงินกกกอดจนเจ้าศิริวัฒนาหลับไปแล้วก็รีบเข้ามาใส่ไฟ

“หม่อมเชื่อเม้ยเต๊อะ อีมณีรินมันก็ต้องฮู้ดีว่าหม่อมกำลังทำอะหยังอยู่ โบราณเปิ้นว่า ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ บ่ผิดดอก”

“มันคงเจ็บใจบ่ใช่น้อย ที่กูชิงเจ้าอ้ายของกูคืนมาได้ มันคงกำลังคิดหาทางแกล้งกูอยู่ ใช่ก่ออีเม้ย”

“เจ้า คนมารยาสาไถยอย่างมัน บ่ยอมแพ้หม่อมง่ายๆดอกเจ้า เผลอๆคราวนี้มันต้องตั้งใจเล่นงานหม่อมแน่ๆ หม่อมต้องระวังตัวให้นักๆนะเจ้า”

“อีสารเลว ฝันไปเต๊อะ มึงฮู้จักคนอย่างกูน้อยไป อีมณีริน”

ooooooo

เรื่องย่อ รอยใหม ตอน9 ละครช่อง3


ตอนที่ 9

บัวเงินยังคงร่ายคาถามนต์ดำควบคุมเจ้าศิริวัฒนาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เจ้าศิริวัฒนาอาการทรุดหนักเหมือนคนไร้สติ ควบคุมตัวเองไม่ได้ เจ้าหลวงและพระชายาร้อนใจ เรียกทุกคนมาหารือ เพราะสงสัยว่าจะมีคนในคุ้มแอบทำของใส่ จึงคิดจะทำบุญล้างอาถรรพ์
เจ้าศิริวงศ์แสร้งเปรยกับบัวเงินว่า มีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้
“ปี้ กั๋ว...แค่อู้ถึงเรื่องนี้ปี้ก่อขนหัวลุกแล้วเจ้าน้อย ไผจะไปกล้าน้อเจ้าน้อย ผิดอาญาแผ่นดินขนาดจับได้ตัดหัวประจาน แค่คิดก่อบ่มีไผกล้าแล้ว อีกอย่างวิชาแบบนี้มันพ้น เล่นของสกปรกโสโครก ของต่ำๆบาปกรรมจะตกแต่คนทำน่ะแหละบ่ไปไหน” บัวเงินตีหน้าซื่อทำเนียน
เจ้า ศิริวงศ์สบตากับสล่าพันแล้วหันไปทูลเจ้าหลวงและพระชายา “ป้อเจ้า แม่เจ้า สบายใจ๋เต๊อะ ส่วนเรื่องจะนิมนต์ตุ๊เจ้ามาโปรดลูกเห็นดีด้วย อย่างน้อยหมู้เฮาก่อได้ทำบุญกั๋น”
“เจ้า...จะได้เป๋นสิริมงคล” บัวเงินรีบสนับสนุนกลบเกลื่อนพิรุธ
ขณะ ที่บัวเงินขึ้นไปเสนอหน้าอยู่บนคุ้ม อีเม้ยก็แอบไปหาหมอเสน่ห์ เพื่อว่าจ้างให้กำจัดมณีริน หมอเสน่ห์เห็นแก่เงินยอมตกลง แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไปหาเศษผม เศษเล็บของมณีรินมาให้เพื่อใช้ทำพิธี อีเม้ยพอใจรีบกลับมารายงานผู้เป็นนาย
เป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าศิริวงศ์ตามมาถามหาอีเม้ยกับบัวเงิน เพราะแปลกใจที่มันไม่ติดตามบัวเงินไปที่คุ้มเช่นทุกวัน
“มันบ่ค่อยสบาย ปี้ก่อเลยหื้อมันนอนพักอยู่เฮือน หมู่นี้มีแต่คนเจ็บ ปี้บ่สบายใจ๋” บัวเงินโกหกคำโต
“แล้วญาตินังเม้ยล่ะ อาการค่อยดีขึ้นแล้วก๊ะ” เจ้าศิริวงศ์ชวนคุย
“ญาติ นังเม้ย” บัวเงินนึกไม่ออก
“บ้านแถวหลังวัดป่าอ้อนั่นไง”
“อ๋อ...ปี้ จำได้แล้ว ดีขึ้นแล้ว หายเจ็บแล้วหันนังเม้ยมันว่าลุกขึ้นมาเดินได้ปร๋อแล้วละ ขอบใจ๋เน้อเจ้าน้อย ตี้อุตส่าห์มีน้ำใจ๋เป๋นห่วง” บัวเงินปั้นยิ้ม แล้วขอตัวเพราะจะรีบไปฟังข่าว
เมื่อถึงเรือน บัวเงินก็เห็นอีเม้ยตะเกียกตะกายกลับมาพอดี จึงลากตัวเข้ามาในห้องเพื่อสอบถาม
“ได้เรื่องก่อ” บัวเงินร้อนใจ
“กว่า เม้ยจะเค้นคอหื้อมันทำงานหื้อหม่อมได้เม้ยก่อต้องหื้อเงินมันไปตั้งสามถุง มันว่า ทำบ่ได้ จนกว่าจะได้เศษผม เศษเล็บ อีมณีริน ไปเข้าพิธีของมันเจ้า บ่จะอั้นจะบ่มีตางสำเร็จเจ้า” อีเม้ยรายงาน
ขณะที่สองนายบ่าวคิดจะ เล่นงานมณีรินด้วยคุณไสย คำเที่ยงก็นึกสังหรณ์ใจ จึงรีบหาทางป้องกัน นางสั่งให้บริวารช่วยกันปิดประตูหน้าต่างในเรือนให้สนิท และห้ามมณีรินลงจากเรือน เพราะวันนี้เป็นวันโกน
“แล้วยะหยัง” มณีรินไม่เข้าใจ
“โบ ราณเปิ้นสั่งสอนไว้ วันโกนพวกเล่นของฮ้อนวิชา มันจะปล่อยของกัน ปะเหมาะเคราะห์ร้ายของบ่ดีมันอาจจะมาเข้าเฮาก่อได้ตางตี้ดีเฮาต้องกันเอาไว้ ก่อน” คำเที่ยงอธิบาย
มณีรินถอนใจบ่นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่คำเที่ยงยืนยันหนักแน่น “นี่มันบ่ใช่เรื่องเหลวไหลเน้อเจ้าริน เจ้าศิริวัฒนาเปิ้นเจ็บอยู่อาการอย่างอี้ใครๆก่อฮู้ว่าโดนของ ก็บ่ฮู้ว่าคนทำมันจะคิดฮ้ายกับใครอีก อาจจะเป็นเจ้ารินก็ได้ ปี้ไหว้ละเจ้าริน เป็นวันอื่นปี้จะบ่ว่าเลย แต่วันนี้ปี้ขอเน้อ” คำเที่ยงไหว้ปลกๆ
มณีรินเห็นแล้วก็ไม่กล้าขัดใจ จำต้องทิ้งตัวลงนั่งด้วยความเซ็ง
ooooooo
บัว เงินเห็นว่าเจ้าศิริวัฒนาลุ่มหลงตนยิ่งนัก จึงอ้อนขอให้เจ้าไปเอาแหวนทับทิมคืนมาจากมณีริน เพราะอยากได้ เจ้าศิริวัฒนารับปากแล้วรีบไปขอแหวนคืนจากมณีรินที่นั่งแปลเอกสารอยู่ในห้อง ทำงาน
มณีรินดีใจ เพราะไม่อยากเก็บไว้อยู่แล้ว เธอรีบบอก “บ่เป๋นหยัง แล้วข้าเจ้าจะเอามาคืนหื้อเจ้า”
“ขอบใจ๋เน้อ ขอบใจ๋จ๊าดนัก” ศิริวัฒนาเดินออกไปง่ายๆ
มณีรินมองตามอย่างงงๆแต่คนที่งงกว่าคือคำเที่ยง
“โฮ้...เป๋ นไปได้หยังใด ปี้บ่เจื้อ...เป๋นไปบ่ได้ หื้อกับมือแล้วจะมาขอคืนง่ายๆได้ยังใด เป๋นเจ้าเป๋นนายคนอู้อะหยังออกมาแล้วคืนกำได้จะใด ปี้ว่าเจ้าเปิ้นจำใจ๋ อู้แทนคนบางคนมากกว่า ต้องเป๋นหม่อมของเปิ้นแน่เจื้อปี้เต๊อะ ปี้เอาหัวเป๋นประกัน” คำเที่ยงใส่เป็นชุด
“เปิ้นอยากได้แต๊ก่อหื้อ เปิ้นไป ของพวกนี้มันก่อบ่ต่างจากก้อนกรวดก้อนหินหรอก เพชรพลอย มันจะมีก่าเป๋นเพชรพลอยก่อต่อเมื่อมันอยู่กับคนตี้เปิ้นหื้อก่ามันเต่าอั้น ละ ปี้คำเที่ยง”
“แต่มันเป๋นเรื่องของศักดิ์เน้อเจ้าริน อีกอย่างปี้เจื้อว่าเรื่องนี้จะใดมันก่อบ่ชอบมาพากล”
“เลิกฮู้เรื่องนี้เสียที ปี้คำเที่ยง หื้อร้ายคนอื่น มันเป๋นบาปเน้อ” มณีรินเดินหนีตัดบท ทิ้งให้คำเที่ยงฮึดฮัดขัดใจเป็นที่สุด
เวลา เดียวกัน เจ้าศิริวงศ์ก็มาปรึกษาสล่าพันเรื่องบัวเงิน “คนเฮามันทำเรื่องผิดพลาดกั๋นได้ทั้งนั้นแหละอ้าย มันอยู่ตี้สำนึกว่าทำผิดลงไปแล้ว คิดได้ว่ามันบ่ดี ไผๆก่อต้องหื้ออภัย”
“แล้วเจ้าคิดว่าหม่อมเปิ้นหยุดแล้วก๊ะ”
“เฮาบ่แน่ใจ๋หรอกอ้าย”
“อั้นก่อต้องจับหื้อได้ กาหนังกาเขา เจ้าสังเกตบ่ว่าช่วงนี้หม่อมเปิ้นเฝ้าเจ้าศิริวัฒนาเปิ้นในห้องบ่ยอมห่าง”
“อ้ายกำลังจะบอกเฮาว่า หลักฐานสำคัญมันก่อต้องอยู่ในห้องนั้นใจ่ก๊ะ” เจ้าศิริวงศ์มองสล่าพัน สล่าพันพยักหน้ารับ
สาย วันต่อมา พระชายาเข้ามาตามเจ้าศิริวัฒนาให้ลงไปทำบุญด้วยกัน เพราะพระมารอแล้ว เจ้าศิริวัฒนางัวเงียบอกว่า ตนไม่รู้เรื่องเลย พระชายาหันมาถามบัวเงินว่าไม่ได้บอกเจ้าศิริวัฒนาหรือ
“ข้าเจ้าบอกเปิ้นแล้ว เมื่อคืนก่อเตือนแหมครั้งนึง แต่เปิ้นคงลืมแล้วเจ้า” บัวเงินโกหกอีก
“บ่ไหว บ่ไหว รีบลุกขึ้นเต๊อะลูก” พระชายาเร่ง
เจ้าศิริวัฒนาทำอิดออดไม่อยากไป แต่พระชายาไม่ยอมเรียกให้อีเม้ยมาช่วยแต่งตัวให้ บัวเงินรับอาสาทำให้เอง
“หื้อโวยๆเน้อ” พระชายาถอนใจเมื่อเห็นสภาพอ่อนเปลี้ยเพลียแรงของลูก แล้วเดินออกไป
หลัง จากฉันอาหารเรียบร้อยแล้ว พระสงฆ์ก็สวดมนต์ให้พร ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า เจ้าศิริวงศ์แอบสังเกตอาการพี่ชาย เห็นยังดูเหม่อลอยไม่ค่อยเป็นตัวเองเท่าไหร่นัก ขณะที่บัวเงินนั่งกระวนกระวาย เพราะให้อีเม้ยย่องไปที่เรือนมณีรินเพื่อหาเศษผม เศษเล็บไปให้หมอเสน่ห์ทำพิธี แต่เธอไม่รู้เลยว่า สล่าพันก็แอบเข้าไปในห้องเจ้าศิริวัฒนาเพื่อค้นหาหลักฐาน และได้พบตุ๊กตาไม้คนคู่ที่ผูกติดเอาไว้ด้วยกันซ่อนอยู่ใต้ที่นอน สล่าพันรีบหยิบมันออกมาแล้วไปรอพบเจ้าศิริวงศ์ที่ท้ายสวน
เมื่อตุ๊กตา ไม้ถูกนำออกไปจากห้อง เป็นเวลาเดียวกับที่พระสงฆ์พรมน้ำมนต์ให้เจ้าศิริวัฒนาพอดี เจ้าถึงกับสะดุ้งเฮือก เจ้าศิริวงศ์มองลุ้นแต่จำต้องเก็บอาการไว้รอจนเสร็จพิธีจึงรีบลงไปพบสล่าพัน
“เป๋นจะใดอ้าย” เจ้าศิริวงศ์เอ่ยถาม
“เจ้าผ่อเอาเองละกั๋น เฮาเจอมันใต้ตี้นอนเจ้าเปิ้น”สล่าพันยื่นตุ๊กตาไม้ให้ดู
ooooooo
“วัน นี้ได้ทำบุญแล้ว แม่สบายใจ๋ขึ้นจ๊าดนักบุญกุศลอันใดตี้เกิดขึ้นแม่ขอยกหื้อลูกทั้งหมด ขอหื้อลูกของแม่หายเจ็บหายไข้ มีแต่สิ่งมงคลเกิดขึ้นกับลูกเน้อ พักผ่อนเสีย อยากได้อะหยังก่อบอกบัวเงินเน้อ” พระชายาพาเจ้าศิริวัฒนามาส่งถึงห้อง
เจ้าศิริวัฒนาไหว้พระชายา พระชายายิ้มให้ลูกชายแล้วเดินออกไป เจ้าศิริวัฒนาขยับตัวจะไปห้องน้ำ บัวเงินตามประกบ แต่ต้องอึ้งเพราะโดนดุ
“ห้องน้ำ อยู่แค่นี้เอง อ้ายไปเองได้อ้ายทำตั๋วเป๋นภาระใครต่อใครมานักแล้ว อ้ายฮู้สึกบ่ดีอ้ายสมเพชตั๋วเองจะใดก่อฮู้ เจ้าเองก่อกลับไปพักผ่อนตี้เฮือนเจ้าก่อได้ บ่ต้องเป๋นห่วงปี้หรอก” เจ้าศิริวัฒนาเดินออกไป
บัวเงินมองตามรู้สึกว่าเจ้าเปลี่ยนไปก็นึก เฉลียวใจรีบหันไปยกที่นอนขึ้นดู ก็พบว่า ตุ๊กตาไม้คนคู่หายไปเสียแล้ว บัวเงินร้อนใจจะกลับไปปรึกษาอีเม้ยที่เรือน แต่ต้องชะงักเพราะมณีรินเดินสวนเข้ามา
บัวเงินไม่อยากให้ทั้งคู่ได้พบกันจึงปดว่า เจ้าศิริวัฒนาหลับไปแล้ว
“อั้นเฮาฝากเอื้อยคืนเปิ้นตวย ขอบใจ๋เน้อ” มณีรินยื่นแหวนทับทิมให้แล้วเดินยิ้มจากไป
บัว เงินยืนงงแปลกใจที่มณีรินไม่แสดงความเสียดายหรือผิดหวังออกมาให้เห็นสักนิด แต่เธอจำต้องพักเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะมีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ
บัว เงินกลับมาถึงเรือน อีเม้ยก็คลานเข้ามารายงาน “เม้ย...บ่ได้อะหยังติดมือมาซักอย่างเดียว กะเจ้าหม่อมเฮือนอีมณีริน มันสะอาดหมดจดขี้ฝุ่นขี้ผงซักละอองเดียว ยังบ่มีเลยเจ้า”
“มึงบ่ได้ผม ได้เล็บอีมณีรินมา” บัวเงินขึ้นเสียง
“เม้ยผิดไปแล้ว เม้ยบ่ดีเอง เม้ยสมควรต๋ายด้วยน้ำมือหม่อมเจ้า”
“มึง จะบ่ได้ต๋ายด้วยน้ำมือกูหรอกอีเม้ย แต่หัวมึงจะหลุดจากบ่าด้วยอาญาแผ่นดิน มีคนฮู้ว่ามึงกับกูกำลังยะอะหยังกั๋นอยู่เม้ย มึงฮู้ก่อ...ของใต้ตี้นอนผัวกูมันหายไปแล้ว”
“แต๊ก๊ะเจ้าหม่อม ต้องเป๋นอีมณีรินแน่”
“แต่จะใดมันเอาแหวนมาคืน”
“หม่อมอย่าสวมทีเดียวนะเจ้า เม้ยว่ามันต้องลงอาคมใส่แหวนวงนั้นแน่ๆ หม่อมอย่าได้หลงกลมันเด็ดขาด”
“กู จะกลับไปหาไอ้หมอ จะใดกูก่อต้องกำจัดอีมารหัวใจ๋ มารชีวิตกูหื้อได้” บัวเงินเสียงเข้ม เดินนำอีเม้ยลงมาจากเรือน แต่ต้องเบรกหัวทิ่มเพราะเจ้าศิริวงศ์ยืนขวางทางอยู่
เจ้าศิริวงศ์ถาม สองนายบ่าวว่าจะรีบร้อนไปไหน บัวเงินอึกอักก่อนตอบว่า จะขึ้นไปดูแลเจ้าศิริวัฒนา เจ้าศิริวงศ์เห็นว่าบัวเงินคงไม่ยอมสำนึกง่ายๆ จึงเอ่ยเตือน “ตี้ผ่านๆไปแล้วก่อหื้อมันแล้วกั๋นไป เฮาก่อนับถือเอื้อยเป๋นเอื้อยของเฮาคนนึงเฮาบอกตั๋วเองเสมอว่าคนเฮาหลงผิ ดกั๋นได้ เพราะอารมณ์ชั่ววูบ เฮาถึงเก็บเรื่องนี้ไว้บ่ยอมหื้อไผฮู้เด็ดขาด เอื้อยบ่ต้องขอบใจ๋ เฮาหรอก แค่หยุดทุกอย่างไว้แค่นี้ อย่าหื้อเป๋นเวรเป็นกรรมแก่กั๋นและกั๋นเลย ถึงเอื้อยจะเป๋นได้แค่หม่อมของเปิ้น เจ้าอ้ายเปิ้นก่อบ่คิดจะทอดทิ้งเอื้อยหรอก”
“เจ้าน้อยบ่ฮู้จักความฮัก เจ้าน้อยจะมาเข้าใจ๋ปี้ได้จะใด” บัวเงินค้าน
“เฮา บ่ฮู้หรอกว่าความฮักของเอื้อยเป๋นจะใด เฮาฮู้แต่ว่า ความฮักคือการได้หันคนตี้เฮาฮักมีความสุข ความฮักบ่ใจ่การได้เป๋นเจ้าของคนตี้เฮาฮัก เฮาเตือนสติเอื้อยไดเต่าอี้ละเน้อ”
“ปี้ขอบใจ๋เจ้าน้อยตี้หันแก่ปี้ อุตส่าห์สั่งสอนปี้แต่เจ้าน้อยจำไว้อย่างนึงเต๊อะ ความฮักของป้อจายกับแม่ญิงมันต่างกั๋น ป้อจายฮักได้หลายครั้งหลายครา ฮักบ่ฮู้จักจบ แต่แม่ญิง ฮักแต๊มันเกิดขึ้นได้ครั้งเดียว ถ้าจะต้องฮักษามันไว้ ถึงตั๋วต๋ายก็ยอม” บัวเงินแน่แน่ว
ooooooo
เจ้า ศิริวงศ์คิดหนักกับคำพูดของบัวเงินจึงมาปรับทุกข์กับสล่าพัน สล่าพันแนะนำให้เอาเรื่องบัวเงินเพื่อยุติปัญหาและพร้อมจะช่วยเป็นพยานให้ แต่เจ้าศิริวงศ์ไม่อยากทำเพราะเห็นใจในความรักของบัวเงิน เขาขอร้องให้สล่าพันเผาตุ๊กตาไม้คนคู่เพื่อกำจัดหลักฐาน ด้วยหวังว่าบัวเงินจะกลับตัวกลับใจได้
แต่เจ้าน้อยคิดผิดเพราะบัวเงินยังยืนกรานกับอีเม้ย “กูบ่กลัว ถ้ากูบ่ได้เป็นเจ้าของเจ้าอ้ายคนเดียว อีมณีรินก็อย่าหวังเลย”
“หมายความว่า หม่อมยังบ่ล้มเลิกแผนของเฮาใช่ก่อเจ้า” อีเม้ยตาโต
“มึงออกไป กูต้องการอยู่คนเดียว” บัวเงินตวาดแล้วหันหลังนั่งประนมมือขึ้นเริ่มร่ายคาถาอีกครั้ง
เจ้า ศิริวงศ์เดินหน้าเครียดเข้ามาในคุ้ม และได้พบมณีรินกับคำเที่ยงยืนจดๆจ้องๆอยู่หน้าห้องทำงานเพราะนำเอกสารที่แปล เสร็จแล้วมาส่งเจ้าศิริวัฒนาแต่กลัวบัวเงิน
“เข้าไปเต๊อะ เฮื้อยบัวเงิน เปิ้นบ่อยู่ดอก บ่ต้องกลัว” เจ้าศิริวงศ์เดินนำเข้าไป
“ใครบอกว่าเฮากลัว บ่ได้กลัวซักหน่อย เนาะเจ้ารินเนาะ” คำเที่ยงทำกร่าง
มณีรินส่ายหน้าเดินตามเจ้าศิริวงศ์ คำเที่ยงรีบตามไปติดๆ
เจ้า ศิริวัฒนาส่งยิ้มหวานเมื่ออ่านผลงานแปลเอกสารของมณีริน เพราะเจ้าศิริวงศ์ช่วยการันตีว่า งานแปลของเธอไม่มีที่ติสักนิดเดียว มณีรินแอบค้อนใส่เจ้าศิริวัฒนา สองพี่น้องส่งยิ้มชื่นมื่น แล้วจู่ๆ เจ้าศิริวัฒนาก็ปวดหัวขึ้นมาอย่างกะทันหันและรู้สึกร้อนลุ่มไปทั้งตัว
และสาเหตุที่เจ้าศิริวัฒนาเป็นเช่นนั้นก็เพราะสล่าพันโยนตุ๊กตาคนคู่ไม้ลงไปในกองไฟ ส่วนบัวเงินก็บริกรรมคาถา ด้วยความแค้นและชิงชัง
เจ้า ศิริวัฒนาคลุ้มคลั่งควบคุมตัวเองไม่ได้ทำลายข้าวของในห้องแหลกลาญ และจะทำร้ายมณีริน เจ้าศิริวงศ์โดดเข้าขวาง และพยายามจะหยุดพี่ชายจึงโดนพี่ชายซัดไปหลายดอก คำเที่ยงเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งไปตามคนมาช่วย
บัวเงินใช้พลังทั้งหมด ร่ายคาถาจนตัวเองก็หมดฤทธิ์หมดแรงจนต้องหยุดกะทันหัน เมื่อทั้งเหงื่อและน้ำตาไหลปนกันทั่วหน้า ขณะเดียวกันตุ๊กตาคนคู่ก็ถูกสล่าพันเผาทำลายจนเหลือแต่ซาก
เจ้าศิริ วัฒนาค่อยๆอ่อนแรงลง ขณะที่เจ้าศิริวงศ์ก็หมดเรี่ยวแรงพอกัน คำเที่ยงพามหาดเล็กมาถึงพอดีนางสั่งให้มหาดเล็กพาเจ้าศิริวัฒนากลับไปพักที่ ห้อง แล้วตามไปดูแล มณีรินได้โอกาสเดินเลี่ยงมาดูแลเจ้าศิริวงศ์ด้วยความเป็นห่วงแต่กลับถูก ผลักไส
“เจ้านางน้อย ควรจะขึ้นไปดูเจ้าอ้ายเปิ้น มันเป็นหน้าที่”
“บ่ต้องเอาคำว่าหน้าที่มาผลักไสไล่ส่งเฮา ถ้าเฮาอยากจะไป เฮาไปของเฮาเอง เจ็บมากก่อ”
เจ้าศิริวงศ์ส่ายหน้าพลางเอ่ยเตือน “ระวังตัวให้มากๆ พี่คำเที่ยงเตือนอะหยังก็ให้ฟังๆ เอาไว้บ้าง”
มณี รินไม่สนดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากชายพก แล้วซับเลือดที่ซิบอยู่บนหน้าผากให้เจ้าน้อยด้วยสายตาที่บอกว่าเป็นห่วง เหลือเกิน เจ้าศิริวงศ์เห็นดวงตาคู่นั้นก็แอบกระซิบ
“ถ้าเฮาเป็นเจ้าอ้าย เฮาจะบอกโตว่าอย่าได้ไปมองใครด้วยสายตาอย่างนี้อีก”
มณีรินน้อยใจ มองหน้าเจ้าศิริวงศ์นิ่ง
คำเที่ยงพรวดพราดกลับเข้ามา เห็นภาพหวานตรงหน้าก็อึ้ง เจ้าศิริวงศ์กับมณีรินรีบผละจากกัน
“เฮามีธุระสำคัญต้องไปทำต่อ ขอบใจเน้อ พี่คำเที่ยง” เจ้าศิริวงศ์เดินออกไป
คำเที่ยงหายใจไม่ทั่วท้องหันมามองเจ้านางน้อย
ooooooo
“หม่อมกะเจ้า” อีเม้ยคลานเข้ามา
“เจ้าอ้ายของกู เปิ้นคงบ่กลับมาหากูแล้ว อีเม้ย” บัวเงินน้ำตานอง
อีเม้ยสงสารนายจับใจรีบให้ความหวัง บัวเงินตาวาวประกาศก้อง “กูเดินไปข้างหน้าแล้ว กูบ่มีวันถอยหลังกลับไปที่เก่าดอกอีเม้ย”
ด้าน เจ้าศิริวงศ์เมื่อเห็นซากตุ๊กตาไม้คนคู่แล้วก็เอ่ยกับสล่าพัน “เฮาเชื่อว่าเอื้อยบัวเงิน เปิ้นก็ฮู้ผิดชอบชั่วดีอยู่เหมือนกัน เฮาบ่อยากสร้างเวรสร้างกรรมกับเปิ้น”
“นับว่าเจ้ามีจิตใจสูงส่งน่า นับถือนัก แต่เฮาว่า เรื่องนี้มีอีกคนนึงที่เฮาบ่ควรละเว้น เพราะถ้าบ่มีไอ้คนคนนี้ เสียคน เรื่องจัญไรอย่างนี้ก็คงบ่เกิดขึ้นดอก”
“ไอ้หมอเสน่ห์” เจ้าศิริวงศ์เข้าใจบอกกับสล่าพันว่า เรื่องนี้ต้องทำให้เงียบที่สุด
“ถ้า อย่างนั้นก็คงมีวิธีเดียวละเจ้า จับตัวมันให้ได้ สั่งสอนให้เข็ดหลาบ แล้วไล่มันออกไปให้พ้นเวียงเชียงใหม่ อย่าให้มันกล้ากลับเข้ามาอีก” สล่าพันแนะนำ
เจ้าศิริวงศ์เห็นด้วย ทั้งสองชวนกันไปบ้านหมอเสน่ห์ แต่บัวเงินกับอีเม้ยไปถึงที่นั่นเรียบร้อยแล้ว และบัวเงินก็บังคับให้หมอเสน่ห์ทำให้มณีรินมีอันเป็นไปภายในสามวันเจ็ดวัน แต่หมอต่อรองขอค่าตอบแทนเป็นแหวนทับทิมที่นิ้วของเธอ บัวเงินไม่ยอมหันมาชวนอีเม้ยกลับ แล้วแอบสบตาอย่างรู้กัน
“คุ้มค่าน่า หม่อม วันข้างหน้าหม่อมจะมีมากกว่านี้เยอะ แต่ตามใจหม่อมเต๊อะ จะกลับไปคิดดูก่อนก็ได้” หมอหันกลับไปหาแท่นบูชาของตน กำลังจะสวดสรรเสริญผีสาง ต้องสะดุ้งเฮือกขึ้น เพราะถูกอีเม้ยจ้วงแทงจากทางด้านหลัง หมอล้มลงกระเสือกกระสนหนี อีเม้ยยังตามแทงไม่ยั้ง แล้วขึ้นคร่อมหักคอ หมอเสน่ห์ตายคามืออีเม้ย แต่ตายังลืมเบิกโพลงจ้องบัวเงินที่ยืนนิ่งเป็นน้ำใสไหลเย็นเขม็ง
เมื่อ จัดการปิดปากหมอเสน่ห์เรียบร้อยแล้วสองนายบ่าวก็ชวนกันกลับคุ้ม และเตรียมวางแผนจัดการกับมณีรินต่อไป อึดใจต่อมา เจ้าศิริวงศ์และสล่าพันก็มาถึงบ้านหมอเสน่ห์ ทั้งสองแปลกใจที่บ้านดูเงียบผิดปกติจึงชวนกันเข้าไปข้างในดูก็พบศพหมอเสน่ห์ นอนตายตาเบิกโพลงอยู่บนตั่งตั้งเครื่องบูชา
สล่าพันรู้ดีว่าเป็นฝีมือใครจึงเอ่ยถามเจ้าศิริวงศ์ว่า จะจัดการอย่างไรดี เพราะถ้าทำนิ่งเฉยก็เท่ากับส่งเสริมคนทำผิด
“เฮา คิดว่า เอื้อยบัวเงิน เปิ้นคงกลัวความผิด เปิ้นถึงทำอย่างนี้ เฮาก็ได้แต่หวังว่าเปิ้นคงจะคิดได้แล้วหยุดไว้แค่นี้” เจ้าศิริวงศ์แอบหวัง
“งั้นก็คิดซะว่า ไอ้หมอไสย มันได้รับกรรมที่มันก่อเอาไว้เอง ยังงั้นใช่ไหมเจ้า” สล่าพันสรุป
เจ้าศิริวงส์ไม่ว่าอะไรเดินนำสล่าพันกลับคุ้ม
หลัง จากเหตุการณ์วันนั้นผ่านพ้นไป บัวเงินกับอีเม้ยแสร้งทำดีกับมณีรินเพื่อให้ตายใจ คำเที่ยงอึดอัดกระอักกระอ่วนใจเป็นที่สุดด้วยรู้ทันความคิดของนายบ่าวคู่นี้ ดี
ooooooo
“เลือดเย็นมาก ทำไมถึงได้เลือดเย็นอย่างนี้” เรรินไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เธอได้เห็น
“ฉัน ถึงได้เตือนให้เธออยู่ให้ห่างผู้หญิงคนนี้ไง คนอย่างบัวเงินทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการ” เจ้าศิริวัฒนาส่งยิ้มเย็น
“ผ่านมานานขนาดนี้ เธออาจจะคิดได้”
“น่าเสียดายที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทิฐิตัวเดียวที่ทำให้บัวเงินเป็นอย่างนี้”
“ถ้าฉันทอผ้าผืนนี้ไม่เสร็จ จะเกิดอะไรขึ้นคะ” เรรินเกิดคำถาม
“คุณกลับมา เพื่อทอมันให้เสร็จ ชะตากรรมได้กำหนดเอาไว้แล้ว...เจ้าริน” ร่างเจ้าศิริวัฒนาเลือนหายไป
เร รินรู้ดีว่าถึงเวลาที่เธอต้องกลับแล้วเช่นกัน เธอปิดผ้าไว้ดังเดิมแล้วออกไปจากห้องแต่เมื่อพ้นมุมตึกก็ต้องสะดุ้งสุดขีด เพราะสุริยวงศ์ยืนอยู่
สุริยวงศ์พาเรรินออกไปที่รถพลางสอบถามว่า เธอมาทำอะไรที่นี่ เรรินว่า เธอเข้าไปทอผ้าต่อจากเจ้านางมณีริน
“เพื่ออะไร คุณริน อย่าบอกน่ะว่าคุณทำแค่เพราะอยากทำ อยากแสดงความสามารถในการทอผ้า”
“ถ้าฉันบอกคุณแล้ว คุณจะเชื่อฉันรึเปล่าล่ะคะ”
“ทำไมผมจะไม่เชื่อ ถ้าเหตุผลของคุณมีน้ำหนักพอ”
เร รินนิ่งไปนิดแล้วตัดสินใจพูดออกมา “ยิ่งฉันทอผ้าผืนนั้นได้มากเท่าไร ฉันยิ่งได้เห็นชีวิตของเจ้านางมณีรินกับใครต่อใครมากขึ้นเท่านั้น ฉันได้เห็นได้สัมผัสความรู้สึกนึกคิดของเจ้านางมณีริน เจ้าศิริวัฒนา หม่อมบัวเงิน คุณย่าของคุณ แล้วก็ใครต่อใครอีกมากมาย”

“คุณริน” สุริยวงศ์อึ้ง

“เห็นไหมคะ คุณก็ไม่เชื่อฉันอยู่ดี”

“จินตนาการกับเหตุผลมันคนละเรื่องกันนะครับคุณริน ผมว่าคุณสนใจเรื่องผ้าโบราณจนคุณเก็บเอาเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยของคนโน้นคนนี้มาผูกเป็นเรื่องเป็นราว ฟุ้งไปกันใหญ่แล้ว” สุริยวงศ์ไม่เชื่อ

“ฉันได้เห็นได้สัมผัสจริงๆๆ ท่านปู่ของคุณ เจ้าศิริวัฒนา ท่านเป็นผู้ชายที่งามสง่ามาก คุณย่าของคุณเองก็เหมือนกัน เมื่อสมัยสาวๆ ท่านงามมาก แต่ก็น่ากลัวที่สุดด้วยเหมือนกัน”

“พอที คุณริน ถึงคุณจะพยายามพูดให้ผมเชื่อว่าคุณทอผ้าผืนนั้นแล้วมันทำให้คุณกลับไปเห็นอดีตได้ ยังไงผมก็ไม่มีวันเชื่อคุณหรอก”

“ก็แล้วแต่คุณ...” เรรินน้อยใจ

สุริยวงศ์ยังคาใจ ขอร้องเรรินว่า อย่ากลับไปที่ห้องนั่นอีกเพราะถ้าถูกจับได้ก็คงไม่มีใครเชื่อเหตุผลที่พิสูจน์ไม่ได้ของเธอ

“เขาจะหัวเราะเยาะ แล้วก็มองว่าฉันเป็นคนบ้า คนหนึ่ง... ใช่ไหมคะ รวมทั้งคุณด้วย...คุณมองว่าฉันเป็นคนบ้า” เรริน ตัดพ้อ
สุริยวงศ์จะอธิบาย แต่วันดาราโทร.เข้ามาพอดี เขากดรับสายแล้วเดินแยกออกไป เรรินมองตามเซ็งๆ

วันดาราโทร.มาฟ้องสุริยวงศ์เรื่องธนินทร์ไปอาละวาดที่รีสอร์ต ทำให้เธอเป็นห่วงกลัวธนินทร์จะตามไปทำร้ายเรริน อีก สุริยวงศ์ยืนยันว่า เรรินปลอดภัยดี แต่ตอนนี้เขาเจอปัญหาใหม่แล้ว และบอกเล่าสิ่งที่ได้ยินมาจากเรรินให้วันดาราฟัง

ด้านเรรินที่ออกมาเดินเล่นแก้เซ็ง นึกได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเห็นโชว์เบอร์ มิสคอลจากพรรณวรินทร์เป็นสิบๆครั้ง ก็รีบโทร.กลับ
พรรณวรินทร์ต่อว่าลูกสาวชุดใหญ่และนัดให้ไปหาที่โรงแรมในวันพรุ่งนี้เพื่อเคลียร์เรื่องธนินทร์ เพราะเธอมาถึงเชียงใหม่แล้ว เรรินยืนอึ้งเพราะคิดไม่ถึง

ooooooo

สุริยวงศ์เรียกให้เรรินมาทานอาหารเช้าด้วยกัน แต่เรรินปฏิเสธเพราะมีนัดต้องรีบออกไป

“คุณโกรธผมรึเปล่า” สุริยวงศ์ไม่สบายใจ

“ฉันมีสิทธิ์นั้นด้วยเหรอคะ วันนี้คุณอาจจะคิดว่าฉันเพี้ยนไปแล้ว แต่ซักวันฉันเชื่อว่าคุณจะต้องเข้าใจ ฉันจะเร่งทอผ้าผืนนั้นให้เสร็จให้เร็วที่สุด ฉันคงจะรบกวนคุณอีกไม่นานหรอกค่ะ” เรรินเดินออกไป ทิ้งให้สุริยวงศ์มองตามด้วยความสับสน

ครั้นมาถึงโรงแรม เรรินก็ถูกพรรณวรินทร์ต่อว่าอีก เพราะได้รับข้อมูลผิดๆมาจากธนินทร์

“รินนึกแล้ว ว่ามันต้องเป็นอย่างนี้” เรรินถอนใจมองไปด้านหลังเห็นธนินทร์ยืนอยู่ด้วย

“ริน...อย่าทำให้แม่ต้องผิดหวังในตัวลูกมากไปกว่านี้เลย” พรรณวรินทร์ขอร้อง

“ความสมหวังของแม่คืออะไรคะ คือการได้เห็นรินแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ มีชีวิตคู่ไปกับผู้ชายคนนี้เหรอคะ”

“คนเรามันผิดพลาดกันได้นะครับริน เรื่องเล็กๆน้อยๆรินจะไม่ยอมยกโทษให้ผมรึไง ต่อหน้าคุณแม่รินจะให้ผมคุกเข่าขอโทษรินก็ได้” ธนินทร์ทำเศร้า

“เห็นไหมว่าธนินทร์เขารักลูก ยอมทำตามใจลูกขนาดไหน เลิกมีทิฐิเสียทีเถอะเรริน”

“รินไม่ได้มีทิฐิค่ะแม่ แต่เขาเองเป็นคนทำให้รินเห็นธาตุแท้ของเขา รินไม่เปลี่ยนใจหรอกค่ะ ยังไงรินก็ต้องเลิกกับเขา ฝากแม่คืนเขาด้วย” เรรินหยิบแหวนออกจากกระเป๋า ส่งให้พรรณวรินทร์ แล้วเดินออกไป

พรรณวรินทร์รีบตาม ทิ้งให้ธนินทร์ยืนหงุดหงิด เพราะเสียหน้า

“ริน ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร วิเศษนักรึไง รู้จักกันไม่ถึงเดือนลูกก็พร้อมจะทิ้งธนินทร์น่ะ” พรรณวรินทร์ชักโกรธ

“เขาไม่เกี่ยวหรอกค่ะแม่”

“ไม่เกี่ยวได้ยังไง ก็ธนินทร์เล่าให้แม่ฟังว่า”

“แล้วเขาเล่าเรื่องที่เขาพยายามล่อลวงรินไปขืนใจด้วยรึเปล่าค่ะแม่ ถ้าแม่รักริน แม่ปล่อยให้รินมีอิสระให้รินได้เลือก ได้ตัดสินใจด้วยตัวของรินเองเถอะค่ะ” เรรินเข้ากอดพรรณวรินทร์ที่ยังมึนตึ้บ “เสร็จธุระสำคัญของรินเมื่อไร รินจะกลับกรุงเทพฯเองค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงริน ดูแลตัวเองด้วยนะคะ” เรรินเดินจากไปทันที ขณะที่พรรณวรินทร์ยังงงไม่หาย

ผีอีเม้ยที่แอบติดตามเรรินรู้ว่าเรรินไม่มีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องตัวแล้วก็รีบกลับมารายงานบัวเงิน บัวเงินยิ้มพอใจสั่งให้ผีอีเม้ยจัดการล้างบัญชีแค้นได้เลย พลางถามต่อว่าตอนนี้เรรินทำอะไรอยู่ที่ไหน

“มันยังเข้าๆออกๆคุ้มเจ้าหลวงอยู่กะเจ้า”

“ถ้ากูทายบ่ผิด อีมณีรินมันต้องกลับมาทอผ้าผืนนั้นต่อแน่ๆ อีเม้ยกูจะยอมให้มันทอผ้าผืนนั้นให้เสร็จบ่ได้ เจ้าอ้ายต้องเป็นของกู อยู่กับกูคนเดียว”

“เม้ยจะขัดขวางมันทุกทางกะเจ้าหม่อม”

“ตอนนี้มันอยู่กับผู้ใด”

“หลานชายหม่อม คอยช่วยเหลือมันอยู่กะเจ้า”

“สุริยะ...จนแล้วจนรอด อีนี่มันก็ทำให้คนที่เขาฮักกัน กลายเป็นศัตรูกันได้” บัวเงินแค้นใจ ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมา

มณีรินขึ้นมาร่วมโต๊ะเสวยกับเจ้าหลวง พระชายาและลูกชายทั้งสอง พระชายาเห็นเจ้าหลวงเสวยได้น้อยก็หันมาปรึกษากับลูกชายและมณีริน มณีรินเสนอว่าจะลองทำอาหารเบาๆมาถวายเพื่อจะเสวยได้มากขึ้น

พระชายาเห็นดีด้วย พลางมอบหมายให้มณีรินดูแลเรื่องเครื่องเสวยของเจ้าหลวง มณีรินรับคำแล้วหันไปมองอีเม้ยที่เพิ่งจะยกสำรับจากเรือนบัวเงินเข้ามา

“อ้าว...อย่างใดกันนังเม้ย ทุกคนเปิ้นจะอิ่มกันหมดแล้ว เอ็งเพิ่งจะยกสำรับของนายเอ็งมา” เจ้าศิริวัฒนาเอ่ยถาม

“สุมาเต๊อะเจ้า อาหารเพิ่งเสร็จ เพราะหม่อมเปิ้น บ่ค่อยสบายเจ้า เปิ้นบ่นแต่เวียนหัว ลุกขึ้นนั่ง ขึ้นเดินก็เวียนหัว นอนก็เวียนหัวเจ้า” อีเม้ยรายงาน

“แล้วตามมดตามหมอไปดูแล้วก๊ะ” เจ้าศิริวัฒนานึกห่วง

หลังทานอาหารเสร็จ เจ้าศิริวัฒนาก็ชวนเจ้าศิริวงศ์ กับมณีรินไปเยี่ยมบัวเงินที่เรือนด้วยกันและให้คนไปตามหมอมาดูอาการบัวเงินด้วย

“เป็นยังไงบ้างหมอ” เจ้าศิริวัฒนาเอ่ยถามเมื่อหมอตรวจอาการเสร็จ

“บ่มีอะหยังน่าเป็นห่วงดอกครับ เป็นปกติของแม่ญิงที่กำลังตั้งครรภ์น่ะครับเจ้า”

“อะหยังเก๊าะ ตั้งครรภ์” เจ้าศิริวัฒนาถามซ้ำ

“ครับเจ้า เท่าที่ตรวจดูตอนนี้ อายุครรภ์น่าจะได้สักสองสามเดือนแล้ว”

เจ้าศิริวัฒนาดีใจ บัวเงินปีติจนน้ำตาไหล อีเม้ยเหมือนตัวเองถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง รีบเข้าพัดวีบีบนวดนาย ส่วนมณีรินยิ้มให้บัวเงินอย่างยินดี มีเพียงศิริวงศ์ที่ยืนอึ้งพูดไม่ออก บอกไม่ถูก เพราะไม่รู้เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นยังไง

ooooooo

มณีรินกลับมาถึงเรือนก็รีบบอกข่าวเรื่องบัวเงินท้องให้คำเที่ยงฟังพร้อมยกมือภาวนา ขอให้บัวเงินได้ลูกชาย เพื่อที่เจ้าหลวงจะได้เปลี่ยนใจสถาปนาบัวเงินเป็นชายาและเธอก็ไม่ต้องแต่งงานกับเจ้าศิริวัฒนา

“เฮาต้องการอิสระ เฮาอยากปิ๊กเชียงตุงบ้านเฮา ขอให้ลูกสมหวังด้วยเถิ้ด” มณีรินยกมือท่วมหัว

ขณะที่บัวเงินก็นั่งวาดหวังอยู่กับอีเม้ย เพราะตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว ถ้าเธอได้ลูกชาย เธอก็จะได้รับการสถาปนาเป็นพระชายาทันที สองนายบ่าวหัวเราะร่วนมีความสุข อิ่มเอิบใจ

แต่หารู้ไม่ว่าที่บนคุ้ม เจ้าศิริวงศ์ได้เอ่ยถามเรื่องนี้กับเจ้าหลวงและพระชายา ซึ่งทั้งสองให้คำตอบว่า

“กฎเขียนได้ก็แก้ไขได้ ข้ากับเจ้าหลวงเชียงตุงฮักใคร่นับถือเป็นพี่น้องร่วมน้ำสาบานกันมา ข้าขอลูกสาวเปิ้นมาเป็นสะใภ้ หมายจะให้เชียงใหม่กับเชียงตุงเชื่อมเป็นคำแผ่นเดียวกัน ไปตราบนานเท่านาน มณีิรินจะเป็นพระชายาศิริวัฒนา เป็นแม่เจ้าเวียงเชียงใหม่คนต่อไป”

เจ้าศิริวัฒนายิ้มสมใจ ขณะที่ศิริวงศ์คิดหนักต้องสั่งตัวเองให้หยุดความคิดไว้แค่นี้

ในตอนเย็น มณีรินลงมาเดินเล่นในสวนและได้ยินเจ้าศิริวงศ์เล่นพิณเปี๊ยะด้วยทำนองเศร้าสร้อย จึงเข้าไปคุยด้วยและชวนเจ้าศิริวงศ์ไปเที่ยวเชียงตุงบ้านเกิดของเธอด้วยกัน

“จะไดมาพูดถึงบ้านเกิดของโตตอนนี้” เจ้าศิริวงศ์แปลกใจ

“เฮาฮู้สึกว่า เฮาคงจะได้ปิ๊กเชียงตุงเร็วๆวันนี้ ถ้าเอื้อยบัวเงินเปิ้นได้ลูกชาย เปิ้นก็คงได้ขึ้นเป็นพระชายา เจ้าราชบุตร เฮาจะอยู่ที่นี่ทำไม เฮาขอปิ๊กเชียงตุงบ้านเฮาดีกว่า” มณีรินยิ้มมีความหวัง

เจ้าศิริวงศ์พูดไม่ออก ไม่กล้าทำลายความสุขความฝันที่อาบอยู่บนหน้ามณีรินตอนนี้เลย ผิดกับเจ้าศิริวัฒนาที่กำลังบอกกับบัวเงินว่า ถึงเธอจะได้ลูกชาย ตำแหน่งพระชายาก็ยังเป็นของมณีรินเช่นเดิม

“พ่อเจ้า เปิ้นเพิ่งสั่งให้ละเว้นกฎมณเฑียรบาล ยังไงอ้ายก็ต้องแต่งงานกับเจ้ารินเปิ้น ตำแหน่งพระชายายกให้เปิ้น ไปเต๊อะ ยังไงอ้ายก็ฮักน้อง บ่เคยเปลี่ยนแปลง” เจ้าศิริวัฒนาส่งยิ้มหวาน แต่บัวเงินรู้สึกเหมือนถูกตบบ้องหู อื้ออึงจนไม่ได้ยินอะไรอีกเลย