Tuesday, October 11, 2011

เรื่องย่อ รอยมาร ตอน15 ละครช่อง3–อวสาน–


ตอนที่ 15

อุปมาพาสไบนางกลับมาถึงหน้าเขตในตอนสาย จอดรถแล้วบอกเธอหน้านิ่งๆว่าถึงแล้ว ถึงเวลาที่ต้องลงจากกรถจริงๆแล้ว สไบนางมองหน้าเขาอย่างใจหาย อุปมาบอกเธอว่า

“สิบกว่าชั่วโมงมานี่ ฉันมีความสุขมากนะ คิดว่าเธอก็คงรู้สึกประทับใจเหมือนกับฉัน ถ้านึกถึงการแต่งงานของเรา ฉันไม่อยากให้เธอพูดว่ามันเป็นฝันร้ายอีก เพราะสำหรับฉัน ยังไงมันก็ไม่ใช่”

สไบนางสบตาเขานิ่ง แล้วเปิดประตูรถลงไปก่อน อุปมาลงตาม อดถอนใจยาวไม่ได้

เมื่อไปนั่งที่โต๊ะจดทะเบียนหย่า ต่างก็ก้มหน้าก้มตาเซ็นใบหย่า สไบนางเซ็นแล้วลุกเดินออกไปทันทีก่อนที่น้ำตาจะร่วงผล็อย แม้อุปมาจะเรียกเธอก็เดินไปไม่เหลียวหลัง

เมื่อมาถึงหน้าเขต เจออาทิตย์ที่เอารถมาจอดรออยู่แล้ว เขาเปิดประตูรถให้สไบนางเข้าไปนั่ง อุปมาลงมาเห็น พูดเสียงประชด “ดีใจด้วยนะครับ”

อาทิตย์มองหน้าเขาถามว่าดีใจเรื่องอะไร อุปมาพูดหน้าตึงว่าดีใจที่สไบนางเป็นอิสระ ประชดว่าจะแต่งงานกันเมื่อไรเชิญตนด้วยก็แล้วกัน

“ผมกับบี คงเป็นได้แค่พี่น้องเท่านั้นล่ะครับ พัฒนาไม่ขึ้น” อาทิตย์เสียงขำๆ

อุปมาหางตาใส่อย่างไม่เชื่อ ส่งซองเอกสารให้บอกว่าฝากให้บีด้วย อาทิตย์รู้ว่าในนั้นคือใบหย่าบอกว่า “ผมว่าแค่กระดาษใบเดียว คงทำลายความผูกพันของคุณกับบีไม่ได้หรอก ผมเอาใจช่วยนะครับ”

อุปมามองอึ้ง ไม่รู้ว่าอาทิตย์จะมาไม้ไหนกับตนแน่ เมื่ออาทิตย์เอาซองไปให้สไบนางบอกว่า อุปมาฝากมาให้ ถามว่าไม่ลงไปลาเขาหน่อยเหรอ สไบนางนั่งนิ่ง อาทิตย์เลยบอกว่างั้นกลับกันเลยนะ

แต่พออาทิตย์สตาร์ตรถ จู่ๆสไบนางก็เปิดประตูรถโผเข้ากอดอุปมาร้องไห้อย่างหนัก อุปมากอดเธอไว้แน่น ต่างกอดกันนิ่งไม่มีใครพูดอะไร จนสไบนางเป็นฝ่ายผละออกมาแล้ววิ่งร้องไห้กลับมาที่รถอาทิตย์

อุปมายืนน้ำตาคลอ มองรถของอาทิตย์ที่ขับห่างออกไปทุกที เหมือนกระชากหัวใจเขาไปด้วย...

ooooooo

เมื่ออาทิตย์ได้คุยกับทศวรรษ เขาบอกว่าอุปมากับสไบนางหย่าก็เหมือนไม่ได้หย่า แล้วคุยกันสนุกๆว่า แสบๆซนๆอย่างสไบนางต้องเจอแบบอุปมาถึงจะปราบพยศอยู่ อาทิตย์พูดถึงตัวเองอย่างรู้ตัวว่า

“อย่างผมคงซอฟต์ไปสำหรับบี ไม่ทันกัน บี้กันไม่ลงเหมือนคุณมาร์ค เขาเลยคิดแค่เป็นเพื่อนมากกว่า”

ทศวรรษบ่นเสียดายเพราะถ้าอุปมาไม่ติดที่เมธาวี ก็คงเป็นคู่ที่เหมาะสมที่สุดกับสไบนาง อาทิตย์เลยถามว่า แล้วตอนนี้เมธาวียังอยู่ที่บ้านอุปมารึเปล่า

“เกาะเรือนหอไว้แน่น ป่านนี้คงเปิดแชมเปญฉลองแล้วล่ะ” ทศวรรษพูดแล้วส่ายหน้าระอาใจ

ครู่เดียวอาทิตย์ก็ไปหาเมธาวี บอกว่าสไบนางกับอุปมาหย่ากันเรียบร้อยแล้ว เมธาวียิ้มหยัน เขาเลยถามวัดใจว่า “คุณไม่รู้สึกเลยเหรอว่าเขาสองคนรักกัน” เมธาวีทำเสียง “ฮึ...” ในลำคอ อาทิตย์เลยบอกเธอว่า

“เขาสองคนรักกันมาก มาร์คต้องแต่งงานกับคุณทั้งที่ไม่ได้รัก ทั้งที่ไม่ได้เป็นพ่อของเด็กในท้องคุณ คุณไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือ”

เมธาวีสวนไปอย่างไม่พอใจว่ามันเรื่องของตน ถ้าหมดธุระแล้วก็ไปเสีย อาทิตย์ตัดสินใจถามว่าแล้วถ้าตนจะขอแต่งงานกับเธอล่ะ เมธาวีชะงักมองหน้าเขาอึ้ง อาทิตย์พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า

“ความสัมพันธ์ของเราสองคนเริ่มต้นมาจากความรักนะเม แล้วผมก็เข้าใจและเห็นใจคุณมากที่ต้องเผชิญกับเรื่องร้ายๆขนาดนั้น มันโหดร้ายกับคุณเกินไป...แต่งงานกับผมนะเม คุณเหนื่อยมาพอแล้ว”

แทนที่เมธาวีจะเห็นถึงความปรารถนาดีของอาทิตย์ กลับมองว่าเขาต้องการช่วยให้สไบนางได้แต่งงานกับอุปมา จนอาทิตย์ถามอย่างเข้าใจไม่ได้ ว่าทำไมเธอถึงปฏิเสธน้ำใจของทศวรรษและของตน

“เมไม่ต้องการให้ใครมาแต่งงานกับเมเพราะความเวทนา” เธอตอบอย่างยะโส

“ที่คุณมาร์คจะยอมแต่งงานกับเมก็เพราะเหตุผลเดียวกันนี่แหละ แล้วที่เมเลือกจะแต่งกับคุณมาร์คให้ได้ก็เพราะเขาดูเหนือกว่าผมกับคุณทศใช่ไหม”

“แน่นอน เหนือกว่าทุกๆด้าน”

“แต่ที่ลึกกว่านั้น คือเมกลัวว่าบีจะได้ดีกว่า” อาทิตย์พูดแทงใจดำจนเมธาวีชะงักกึก “นี่คือสิ่งที่เมกลัวมาตลอดชีวิต เพราะเมรู้อยู่แก่ใจดีว่าบีเป็นคนเก่ง เมกลัวบีจะได้ดีเกินหน้าเม เมถึงไม่ยอมให้มาร์คได้แต่งงานกับบี เพราะมันจะทำให้เมดูด้อยกว่าบี ซึ่งเมทนไม่ได้”

“หุบปาก!” เมธาวีแผดเสียงน้ำตาท่วม “หุบปากแล้วไปให้พ้น!” ไล่อาทิตย์แล้วตัวเองก็วิ่งเข้าบ้าน เมื่อขึ้นไปในห้องหอ เธอปิดประตูพยายามตั้งสติ นั่งลงที่ปลายเตียง พึมพำ “แกไม่มีวันได้ดีเกินหน้าฉันหรอกนังบี!”

ooooooo

เพราะยังทำใจไม่ได้กับการถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องหย่ากับสไบนาง อุปมาตัดสินใจไปช่วยกลุ่มของหัสดินที่ไปช่วยกันทาสีห้องน้ำที่เพิ่งสมทบทุนกันสร้างเสร็จ หัสดินถามถึงการหย่าและการเตรียมจัดงานแต่งใหม่ ถามว่าจะโดนจับแต่งกันเมื่อไร

“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ฉันหมดแรงจะยื้อแล้ว” อุปมาตอบอย่างซังกะตายแล้วเลี่ยงไปทางอื่น

“อย่าเพิ่งท้อสิวะมาร์ค” หัสดินให้ความหวัง มองเพื่อนด้วยความเป็นห่วง

ฝ่ายทศวรรษเฝ้าสังเกตสไบนางด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน เห็นเธอเริ่มร่าเริงเหมือนเดิมก็พูดกับบารมีว่า “บีก็ดูโอเคดีนะครับ อยู่ติดตัวคุณย่าตลอดเวลา” เมื่อบารมีถามถึงอุปมา ทศวรรษบอกว่า “ผมโทร.ไปหาแล้ว มาร์คบอกว่าจะไปช่วยงานหัสดินที่ต่างจังหวัด อาจจะไปสักอาทิตย์นึง สบายใจขึ้นแล้วถึงจะกลับ”

บารมีถอนใจหนัก...ด้วยความรู้สึกเห็นใจลูกชาย ทศวรรษถามด้วยความรู้สึกเดียวกันว่า

“พ่อไม่มีทางช่วยมาร์คกับบีเลยเหรอครับ ปล่อยไปแบบนี้ก็รู้ๆกันอยู่ว่าจะไม่มีใครสักคนที่มีความสุข”

บารมีไม่ตอบเอาแต่ถอนใจอย่างใช้ความคิดหนัก

ooooooo

วิจิตรากับเมธาวีดำเนินตามแผนการของตนทีละ ขั้นตอน ด้วยการให้ข่าวหนังสือพิมพ์วันละฉบับสองฉบับ จากกระแซะเป็นขุดคุ้ยจนกลายเป็นข่าวดังเรื่องอุปมาหย่ากับสไบนาง จนกระทั่งแผนการแต่งงานกับเมธาวี

วิมาดาไปอ่านเจอข่าวนี้เข้า มีความหวังขึ้นมาทันทีว่าอุปมาหย่ากับสไบนาง ตนจะใช้ช่องว่างช่วงนี้ชิงเขากลับมาเป็นของตนให้ได้

อุปมาเองก็อ่านเจอข่าวนี้ เมื่อเขากลับมาเมธาวีเร่งรัดเรื่องแต่งงาน เขาอ่านเกมออกว่าเป็นแผนของสองแม่ลูก ตอบอย่างไม่ยินดียินร้ายว่า ให้เธอเตรียมงานตามความต้องการของเธอก็แล้วกัน

“เมเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยเมื่อไหร่ เราจะจัดงานทันทีเลยนะคะ”

อุปมาไม่ตอบเดินหน้าเครียดเข้าบ้านไป เมธาวีถอนใจอย่างโล่งอกที่แผนการทุกขึ้นตอนดำเนินไปอย่างไม่มีอุปสรรค

เวลาเดียวกันนั้น สไบนางก็เตรียมเดินทางไปอเมริกาตามที่บารมีสัญญาไว้ เธอเก็บเสื้อผ้าโดยมีบังอรคอยช่วย จนมาถึงตุ๊กตาลูกหมา บังอรถามว่าจะเอาไปด้วยไหม เธอบอกว่าไม่ดีกว่าเลิกเห่อแล้ว

สไบนางเอาตุ๊กตาลูกหมาไปเก็บใส่ตู้เสื้อผ้าแล้วยกเสื้อผ้าในตู้ทับไว้มิดชิด เหมือนปิดฉากบทบาทของมันไปเลย

ooooooo

ด้วยความหวังจะฉกอุปมากลับมาเป็นของตน วิมาดาไปหาเขาที่บ้านไทยประยุกต์ แรมบอกว่าเขา ออกไปข้างนอก เธอขอนั่งรอ แรมจึงไปบอกเมธาวีที่ห้องหอ พอเมธาวีรู้ว่าเป็นพนักงานหญิงที่บริษัท เธอลง มาพบทันที  เมื่อเผชิญหน้ากันก็เปิดศึกน้ำลายทันที

ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าตนเป็นภรรยาของอุปมา วิจิตราลงมาช่วยลูกโต้กับวิมาดา พูดเย้ยว่า ถ้ายังติดใจที่นี่จะมาตอนงานรดน้ำของเมกับมาร์คก็ได้ วิมาดาจ้องหน้าวิจิตราย้อนถามกวนๆว่า

“มั่นใจว่าจะได้แต่งเหรอคะ ใครจะท้อง ใครจะมีลูกติด ฉันไม่สน ฉันรู้แต่ว่าเก้าอี้เจ้าสาวยังว่างอยู่ ตอนนี้โอกาสเราเท่ากัน” ทั้งยังสะกิดแผลเก่าว่า “ระวังให้ดีเถอะ จะโดนเปลี่ยนตัวเจ้าสาวกะทันหันเป็นครั้งที่สอง ฮิๆๆ”

วิมาดานวยนาดไปแล้ว วิจิตรามองตามพึมพำอึ้งๆทึ่งๆ “ผู้หญิงยังงี้ก็มีด้วย”

แล้ววิมาดาก็ย้อนกลับมาถามอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่าอุปมาเคยทำอาหารให้เมธาวีทานไหม พอรู้ว่าไม่เคย เธอก็ทำเสียงขำๆ เย้ยๆ ก่อนเดินกลับไปอย่างอารมณ์ดี

เมธาวีถามแม่ว่าวิมาดามาถามเรื่องทำอาหารทำไม วิจิตราตอบตื้นๆง่ายๆว่า

“แม่บอกแล้วไงว่าอย่าไปใส่ใจ มันพูดยั่วประสาทลูกแม่ไปยังงั้นแหละ”

แต่เมธาวียังติดใจสงสัยว่าต้องมีอะไรที่ลึกกว่านั้น

เมื่อวิมาดาเดินไปถึงหน้าบ้าน ก็หันกลับมองตัวบ้านไทยประยุกต์ที่สง่างามเบื้องหน้า พึมพำ

“โอกาสสุดท้ายแล้ววิ...”

ooooooo

วันเดินทางของสไบนางมาถึงแล้ว ย่าหลานร่ำลากันอย่างอาลัยอาวรณ์ คุณหญิงไม่ยอมไปส่งที่สนามบินเพราะกลัวจะร้องไห้ สไบนางสัญญาว่าไปถึงปุ๊บจะโทร.มาหาคุณย่าทันทีเลย

“คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองให้เดินทางปลอดภัยนะลูกนะ” คุณหญิงอวยพรหลานรัก

เมื่อไปถึงสนามบิน สไบนางขอเวลาไปช็อปปิ้ง เพราะคุณย่าให้พ็อกเกตมันนี่ไว้เยอะ

“เดี๋ยวรอพี่ชายเราแป๊บนึง เขาขอไปด้วย” บารมีบอกยิ้มๆ สไบนางมองงงๆถามว่าพี่ทศไปด้วยหรือ ไม่ทันที่บารมีจะตอบ เสียงอุปมาก็ทักเข้ามาอย่างแจ่มใส

“รอนานไหมครับพ่อ”

สไบนางอึ้งไปเลย บารมีรีบชี้แจงว่าอุปมาต้องไปทำธุระให้บริษัทพอดี ที่ไม่บอกก่อนก็เพราะกลัวบอกแล้วเธอจะไม่ยอมไป สไบนางไม่พูดอะไรแต่หงุดหงิดเลยเดินล่วงหน้าไปก่อน

อุปมาขอบคุณพ่อที่ให้โอกาสตน เวลาหนึ่งอาทิตย์ที่พ่อให้ เป็นหนึ่งอาทิตย์ที่มีค่าที่สุดของเขา

“ถ้าพ่อไม่คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเมธาวีเป็นผลมาจากแผนการแก้แค้นของพ่อ พ่อคงให้แกย้ายไปอยู่กับบีที่อเมริกาเสียเลย” บารมีเอามือวางบนบ่าลูกชาย สีหน้าเห็นใจ ก่อนพูดต่อว่า “กรรมที่พ่อทำกลับมาตกที่แกแท้ๆ พ่อขอโทษนะมาร์ค ถึงบ้านแล้วก็หาเรื่องออกไปทำงานด้วยล่ะ พ่อจะได้ไม่ถูกบีมาถอนหงอกเอาได้ว่าปั้นน้ำเป็นตัว”

ooooooo

การหายไปของอุปมาทำให้เมธาวีร้อนใจมากเรียกแรมมาถาม แรมก็ไม่อาจให้คำตอบอะไรได้ นอกจากบอกว่าอุปมาใช้กระเป๋าเดินทางใบที่มักใช้ไปต่างประเทศเท่านั้น

ทั้งวิจิตราและเมธาวีตกใจ ฉุกคิดได้ว่าสไบนางก็เดินทางไปต่างประเทศเหมือนกัน เชื่อว่าอุปมาตามสไบนางไปแน่ๆ วิจิตราปลอบว่าอย่าเพิ่งตีโพยตีพายเพราะยังไม่รู้อะไรแน่ชัด

“เรื่องแค่นี้เมเช็กได้ไม่ยากหรอกค่ะ” พลางเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.เช็กรายชื่อคนเดินทางออกนอกประเทศ ฟังปลายสายแล้วเธอเม้มปากอย่างเจ็บใจมาก

วันต่อมา เมธาวีโทร.ไปหาวิมาดาอ่อยว่า ตนมีเรื่องอยากคุยด้วยมาเจอกันได้ไหม หลังจากนั้นทั้งสองไปพบกันที่ร้านอาหาร เมธาวีถามวิมาดาว่าเคยไปบ้านของอุปมาที่อเมริกาไหม วิมาดาคุยโวว่าที่นั่นเหมือนเรือนหอของตนกับอุปมาเลยก็ว่าได้

เมธาวีบอกว่าตอนนี้อุปมาไปอยู่ที่นั่นกับสไบนาง แล้วขอที่อยู่ วิมาดาดักคอว่าอย่าบอกว่าจะตามไปทั้งที่กำลังท้องอ่อนๆ

“แน่นอน ถ้าเด็กจะต้องแท้งเพราะเดินทางก็ยังดีกว่าคลอดออกมาแล้วพ่อไปอยู่กับผู้หญิงอื่น”

วิมาดาอ้างว่าตนจำไม่ได้แก้ตัวว่าตนไปอยู่บ้านนั้นไม่กี่วันเอง พูดแล้วตัดบทลุกขึ้นไปเลย เมธาวีมองตามลุ้นๆว่าแผนใช้วิมาดาไปป่วนอุปมาที่อเมริกาของตนจะสำเร็จหรือไม่

ooooooo

วิมาดาเดินทางอย่างด่วนที่สุด เมื่อไปถึงอเมริกา เธอตรงไปที่บ้านของอุปมาที่นั่น ไปซุ่มดูเห็นอุปมาเข้าครัวทำอาหารอย่างตั้งอกตั้งใจ ครู่หนึ่งสไบนางเดินมาที่ส่วนครัว ทักว่า นึกว่าเขาออกไปทำงานพร้อมคุณพ่อแล้วเสียอีก

“พ่อเป็นห่วงเธอเลยให้ฉันอยู่เป็นเพื่อน” แล้วถามว่าหิวแล้วใช่ไหม ชวนมาทานกันเลยกำลังร้อนๆ

วิมาดาแอบดูการเคลื่อนไหวภายในบ้านอย่างเจ็บช้ำ ยิ่งเมื่อคิดถึงตอนที่ตัวเองมาอยู่กับเขาที่นี่ อุปมาทำอาหารให้ดูแลอย่างดี เหมือนอย่างที่เขากำลังปฏิบัติกับสไบนางเวลานี้ก็ยิ่งเจ็บปวด เพราะอุปมาเคยบอกว่า

“ผมทำอาหารให้เฉพาะคนที่ผมรักทานเท่านั้น นอกจากแม่แล้ว วิคือผู้หญิงคนแรกและจะเป็นคนเดียวที่ผมจะทำอาหารให้ทาน”

คิดถึงตอนนั้นแล้วก็ปลื้มปีติอย่างที่สุด แต่เห็นภาพตอนนี้แล้ว วิมาดาก็สะเทือนใจเจ็บปวด เมื่อตระหนักแล้วว่าสไบนางได้มาแทนที่ตนอย่างสมบูรณ์แล้ว เธอจึงเป็นฝ่ายถอยไปอย่างยอมรับความจริง

ฝ่ายเมธาวีหลังจากต่อสู้เพื่อเอาชนะสไบนางกับอุปมานานมากแล้ว จนวันนี้หลอกให้วิมาดาไปป่วนก็ไม่ได้ผล เธอบอกแม่ว่าตนเหนื่อยและอยากถอย เพราะตนคงไม่ตามง้ออุปมาไปจนตลอดชีวิตแน่

วิจิตราปลอบลูกให้ใจเย็นๆ เข้มแข็งไว้ เพราะเรายังมีลูกในท้องที่ต้องรับผิดชอบ อุปมาจะต้องรับผิดชอบกับการกระทำของเขา เมธาวีตัดสินใจถามว่าแล้วถ้าพ่อของเด็กในท้องไม่ใช่อุปมาล่ะ?

วิจิตราตกใจ ครั้นคาดคั้นหนักเข้า เมธาวีก็ขอร้องแม่อย่าคาดคั้นตนเลย แล้วลุกวิ่งกลับเข้าบ้าน แต่ไม่ทันถึงบ้านเธอก็ทรุดลงที่พื้นสนาม วิจิตราตกใจรีบเข้าประคองถามว่าเป็นอะไร เมธาวีเจ็บปวดจนพูดไม่ออก วิจิตราเหลือบเห็นช่วงต้นขาลูกมีเลือดไหลออกมาร้องอย่างตกใจมือไม้สั่น

“แรม...แรม...ออกมานี่เร็ว...แรม...” ร้องเรียกแรมในขณะที่ตัวเองก็จะเป็นลมเพราะเห็นเลือด ส่วนเมธาวีก็นิ่วหน้าอย่างเจ็บปวดและตกใจไม่น้อยกว่ากัน...

ooooooo

ทศวรรษเป็นคนแจ้งแก่คุณหญิงว่าเมธาวีแท้ง คุณหญิงตกใจมากจนทำมีดที่กำลังคว้านลิ้นจี่จะเอาไปให้เมธาวีบาดมือ

เมื่อไปเยี่ยมเมธาวี คุณหญิงถามว่าทำไมถึงแท้ง วิจิตราตอบแทนลูกสาวว่าคงเครียดมากทานอะไรไม่ค่อยได้ คุณหญิงพูดปลงๆว่า เด็กเขามีบุญไม่ต้องเกิดมาใช้กรรมเหมือนพวกเรา

ทศวรรษถามวิจิตราว่าตอนนี้เมธาวีแท้งแล้ว เรื่องแต่งงานจะว่าอย่างไร ถูกวิจิตราตาเขียวใส่ด่าว่าเป็นพวกผู้ชายเห็นแก่ได้ถึงได้คิดแบบนี้ คุณหญิงเลยตัดบทถามว่ามีใครแจ้งให้อุปมารู้แล้วหรือยัง
วิจิตราจัดแจงโทร.ไปบอกบารมี เขาตัดสินใจพาอุปมาและสไบนางรีบกลับมาเยี่ยมเมธาวีทันที

คำถามของทศวรรษทำให้วิจิตราเป็นกังวล เมื่อเมธาวี ตื่นขึ้นมาจึงบอกว่าตนโทร.ไปบอกบารมีว่าลูกแท้งอาการหนัก ทางนั้นเลยจะรีบกลับมา เล่าแล้วยุว่า

“เมถอยไม่ได้นะลูก ยังไงมาร์คก็ต้องแต่งงานกับลูกเมของแม่ ชื่อเสียงเราป่นปี้ก็เพราะเขาเป็นต้นเหตุ จะไม่รับผิดชอบไม่ได้”

วิจิตรายํ้ากับเมธาวีว่า เมื่อแท้งแล้วก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ ฉะนั้นอุปมาไม่มีทางปฏิเสธได้ต้องแต่งงานอย่างเดียวเท่านั้น  เมธาวีรับรองกับแม่ว่าจะไม่ยอมให้การแท้งนี้เป็นประโยชน์กับสไบนาง ตนยังมีไม้ตายอีก ตนต้องเอาชนะสไบนางให้ได้

ooooooo

จู่ๆเย็นนี้อาทิตย์ก็มาที่ห้องพักผู้ป่วย มาขอวิจิตราแต่งงานกับเมธาวี ทำเอาทั้งวิจิตราและเมธาวีอึ้งคาดไม่ถึง อาทิตย์จึงชี้แจงว่า

“ผมไม่รังเกียจเรื่องที่เกิดขึ้นกับเม แล้วตอนนี้เมก็ไม่มีพันธะอะไรแล้ว” เมธาวีมองหน้าถามว่าอาทิตย์เมาหรือเปล่า เขาย้อนถามจริงจังว่า “ผมเคยเมาที่ไหน คุณเมยังไม่ต้องตอบผมตอนนี้หรอกครับ ผมแค่อยากฝากไว้ให้พิจารณา”

อาทิตย์มาทิ้งประเด็นไว้แล้วก็ลากลับ วิจิตราที่สนใจข้อเสนอของอาทิตย์ปรึกษาหว่านล้อมเมธาวีว่าอาทิตย์เป็นตัวเลือกที่ไม่น่าเกลียดเลย เขารู้ความจริงทั้งหมดและยอมรับ มันได้ หาผู้ชายแบบนี้ไม่ได้ง่ายเลย

เมธาวีก็ยังตั้งแง่ว่าอาทิตย์อาจจะแค่หาทางช่วยสไบนาง ให้ได้แต่งงานกับอุปมาเท่านั้น วิจิตราติงว่าอย่าไปสนใจเรื่องนั้นเลย เพราะตนรู้จักพ่อแม่อาทิตย์ดี พูดอย่างพอใจว่า

“เทือกเถาเหล่ากอก็ผู้ดีทั้งตระกูล แม่ปลื้มกว่าไอ้พวกชาวสวนตกถังข้าวสารได้เมียรวยนั่นด้วยซํ้าไป เศรษฐีใหม่ไร้ชาติตระกูล” วิจิตราเบ้หน้าอย่างดูถูก เมื่อเมธาวีถอนใจคิดหนักก็รีบลุ้น “เก็บไปคิดดูให้ดีนะเม เมก็เคยชอบอาทิตย์อยู่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่เจอนายมาร์ค...”

“อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลยค่ะคุณแม่” เมธาวีตัดบทอย่างหงุดหงิด วิจิตรารีบบอกว่าไม่พูดก็ได้ แต่ก็อดหยอดทิ้งท้ายไม่ได้ว่า

“แต่แม่ไม่อยากให้เมตัดไมตรีอาทิตย์ตอนนี้ ถึงเขาจะรวยไม่เท่านายมาร์คแต่ชาติตระกูลก็ดีกว่าชนิดเทียบกันไม่ติดเลย รับรองว่า ถ้าเมแต่งงานกับอาทิตย์ ลูกจะไม่น้อยหน้าด้อยกว่านังบีแน่ๆ”
ooooooo

เพียงวันรุ่งขึ้น บารมี  และสไบนางก็กลับมาถึงเมืองไทย บารมีไปเยี่ยมเมธาวีทันที ถูกวิจิตราถามตรงๆว่า เมื่อเมธาวีแท้งไปแล้วยังจะจัดงาน แต่งงานอีกไหม บารมีบอกว่าตนตอบแทนอุปมาไม่ได้ คงต้องให้เด็กๆคุยกันเอง

“ใช่ค่ะ แต่ถ้าพูดในแง่ความรับผิดชอบอย่างสุภาพบุรุษแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณมาร์คจะปฏิเสธไม่แต่งงานกับลูกเมนะคะ” วิจิตราพูดดักทางอย่างเหยียบเรือสองแคม ซึ่งบารมีก็ฝืนยิ้มอย่างรู้ทัน
เมื่ออุปมากับเมธาวีไปคุยกันที่สวนหย่อมของโรง พยาบาล อุปมายืนกรานว่าตนไม่เคยมีอะไรกับเธอ ซึ่งตัวเธอก็รู้ดี แต่ตนก็สงสารที่เธอต้องมามีชีวิตที่ยุ่งยากวุ่นวายอย่างนี้เพราะ...เขาพูดทิ้งไว้แค่นั้นแล้วตัดบทว่า “ช่างเถอะ ผมมีส่วนต้องรับผิดชอบก็แล้วกัน”

ในที่สุด เมธาวียอมบอกความจริงกับอุปมาเรื่องถูกชันษาข่มขืนและลักพาตัวไปจนเกิดอุบัติเหตุทำให้อุปมายิ่งสงสารเห็นใจ เมื่อเธอร้องไห้สะอึกสะอื้นยอมรับว่าตนรักเขาจริงๆ ทำให้สงสารจนดึงเธอเข้าไปกอด ตัดสินใจยอมที่จะสละความสุขส่วนตัวเพื่อเธอ

หารู้ไม่ว่า ใบหน้าและดวงตาของเมธาวีที่ซบสะอื้นกับอกเขานั้นเจ้าเล่ห์นัก! เธอพอใจกับแผนการของตัวเองที่สำเร็จไม่ยากเลย

ooooooo

เพื่อดำเนินตามแผนที่วางไว้กับเมธาวี วิจิตราเอ่ยปากกับคุณหญิงขอจัดงานแต่งที่บ้านสวน ทำเล็กๆ เงียบๆอ้างว่าไม่อยากจัดที่บ้านไทย เพราะสงสารความรู้สึกของสไบนาง ซึ่งคุณหญิงก็ไม่ขัดข้อง

ค่ำวันนี้บารมีก็ยังย้ำถามกับอุปมาว่าตัดสินใจดีแล้วหรือที่จะแต่งงานกับเมธาวี อุปมายืนยันที่จะทำเพื่อเป็นการรับผิดชอบที่ทางบุญอนันต์ทำกับเมธาวีไว้ พูดจากความรู้สึกลึกๆกับพ่อว่า

“ให้ผมดันทุรังแต่งงานกับบีไป ใจของผมกับบีก็คงไม่มีความสุขอยู่ดี มันก็เหมือนต่อบาปต่อกรรมให้ยืดยาวไปอีกแทนที่จะยุติลงแค่นี้”

“พ่อขอโทษแกอีกครั้งที่เป็นต้นเหตุให้ชีวิตแกไม่มีความสุข...แกเป็นคนดีมากนะมาร์ค พ่อเชื่อว่ายังไงซะ จะช้า หรือเร็วชีวิตแกก็ต้องลงเอยด้วยความสุข”

บารมีตบบ่าลูกชายให้กำลังใจอย่างมีความหวัง แต่อุปมาทำได้แค่ยิ้มเจื่อนๆ เพราะในหัวใจเขาไม่เหลือความหวังอะไรอีกแล้ว...

อุปมาพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ครบถ้วน วันนี้ก็ไปรับเมธาวีออกจากโรงพยาบาล เธอดีใจมากควงแขนเขาเดินออกมา พอออกจากลิฟต์เหลือบเห็นอาทิตย์ เธอไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้า จึงควงแขนอุปมาเดินเลี่ยงไปอีกทาง อาทิตย์ได้แต่มองตามไปแล้วถอนใจ ส่ายหน้าเบาๆ

ออกจากโรงพยาบาลแทนที่จะกลับบ้าน เมธาวีกลับชวนไปเดินห้างอย่างสดชื่น คุยถึงเรื่องแขกที่จะเชิญมาในงานว่า เชิญแขกฝ่ายตนสัก 20 คน ถามว่าทางเขามีกี่คน อุปมาตอบสั้นๆว่าสองคนคือตนกับพ่อ ถ้าจะนับทศวรรษเป็นญาติฝ่ายตนด้วยก็เป็นสาม

“แล้วอดีตเมียคุณนี่จะนับเป็นญาติฝ่ายไหนคะ ถ้าไม่เชิญจะตำหนิฉันไหม” เมธาวีถามประชด ค้อนงอนๆ แล้วเดินแยกเข้าไปในร้านหนึ่งอย่างหงุดหงิด

จนบ่ายแก่ๆทั้งคู่ยังอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า เมธาวีอ้อนอยากถ่ายรูปแต่งงานเก็บไว้ดูเล่น เมื่ออุปมาตามใจ เธอชวนไปดูร้านที่เพิ่งเดินผ่านมา

“เมไปดูเองแล้วกันเลือกที่เมชอบ ผมเชื่อเทสต์คุณอยู่แล้ว ผมไปรอที่รถนะ” ว่าแล้วเข็นรถใส่ของแยกไปเลย เมธาวีมองอึ้งอย่างน้อยใจที่ดูเขาไม่กระตือรือร้นกับการแต่งงานเอาเสียเลย


จนเย็น ขณะพากันนั่งรถกลับ เมธาวีชวนนั่งรถเล่นกันต่อ อุปมาอ้างว่ารถติดมาก เธอเสนอไปนอกเมืองไปหาอะไรอร่อยๆทานกันแล้วค่อยกลับเอาตอนมืดๆ

“ผมว่ากลับบ้านดีกว่า วันนี้คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เพิ่งออกจากโรงพยาบาลด้วยน่าจะพักผ่อนมากๆ” อุปมาพูดอย่างห่วงใย เมธาวีฟังแล้วเซ็งบอกว่าถ้าอย่างนั้นไปส่งตนที่บ้านสวนก็แล้วกัน  อ้างว่าจะไปคุยเรื่องงานรดน้ำกับคุณย่า

“ได้เลยคับ” อุปมากระตือรือร้นขึ้นมาทันที เมธาวี

มองอย่างรู้ทันว่าอะไรที่ทำให้เขาที่เงียบเหงามาตลอดวัน กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้ขนาดนี้

ooooooo

บังอรจัดขนมหวานให้เป็นลอดช่องน้ำกะทิ พูดเป็นนัยๆว่าเขาคงไม่ชอบนักใช่ไหม อุปมาสวนไปทันทีว่า “ที่ไหนได้ของโปรดเลยล่ะ” แล้วยิ้มๆอย่างมีความหลังกับลอดช่องน้ำกะทิ

สไบนางนั่งทานอยู่ด้วย ทานได้ไม่กี่คำก็ลุกขึ้นบอกว่าอิ่มแล้ว เธอเดินอ้าวออกไปทางสนามเหมือนหนีความรู้สึกของตัวเอง ไปยืนทำใจต่อสู้กับความสับสนพลุ่งพล่านของตัวเอง

ครู่เดียวอุปมาก็ขอลากลับ บอกเมธาวีว่าไม่ต้องไปส่งให้เธอขึ้นไปพักผ่อนเสียเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว

ที่แท้อุปมาต้องการไปหาสไบนางที่สนามบ้านสวน พอสไบนางรู้ว่าเขาเดินมาก็พูดประชดว่าดีใจด้วยนะ อุปมารีบบอกว่า

“ฉันอยากให้เธอรู้ไว้นะบี ทุกอย่างที่ฉันทำคือความรับผิดชอบ จากนี้ไป เมคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉัน แต่เขาไม่มีทางเป็นผู้หญิงที่ฉันรักที่สุดแทนที่เธอได้”

สไบนางน้ำตาร่วงผลอย วิ่งกลับไปขึ้นบ้านทันที อุปมายืนมองตามโดยไม่รู้ว่าเมธาวีมาแอบดูอยู่ เธอได้เห็นอากัปกิริยาและได้ยินทุกคำพูดของอุปมา สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำ แต่ที่ลึกกว่านั้นคือความริษยาที่รุ่มร้อนอยู่ในอก

ooooooo

ความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะสไบนางของเมธาวีคลายเกลียวลงทีละน้อย วันนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอรู้สึกอย่างรุนแรงว่าอุปมาไม่ได้แคร์ความรู้สึกของเธอเลย เมื่อเธอนัดเขาให้ไปถ่ายรูปคู่แต่งงาน เขาบ่ายเบี่ยงเกี่ยงว่ากำลังขับรถอยู่ ถ้าเธอพร้อมก็ถ่ายคนเดียวไปก่อนเลย

แต่อีกเพียงครู่เดียว อุปมาก็ได้รับข้อความจากมือถือสไบนางว่า

“เจอกันหน่อยได้ไหม ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร”

อุปมามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีโทร.บอกเมธาวีว่าให้ทีมงานพักไปทานข้าวก่อนได้ไหม หรือไม่ก็ให้คิวอื่นถ่ายไปก่อนเพราะตนติดธุระสำคัญจริงๆ พูดพลางก็เดินเข้าไปในร้านที่สไบนางส่งข้อความนัดไว้

แต่พอเข้าร้าน อุปมาถึงกับผงะเมื่อกลายเป็นเมธาวีมารออยู่ เธอลดโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งคุยเสร็จลงจ้องหน้าเขาบอกว่า “เมยกเลิกนัดไปแล้วล่ะค่ะ มาร์คไม่ต้องรีบก็ได้...นี่เหรอคะธุระสำคัญจริงๆของมาร์ค นัดเจอกับนังบีมันสำคัญมากกว่าถ่ายรูปแต่งงานของเราเหรอคะ”

เมธาวีต่อว่าเขามากมายด้วยความเสียใจ น้อยใจ และโกรธ จากนั้นบอกแบบมัดมือชกว่า

“งานแต่งงานของเราจะจัดขึ้นพรุ่งนี้ 9 โมงเช้า บ้านคุณย่า ช่วยมาให้ตรงเวลาด้วยนะคะ” พูดแล้วเปิดกระเป๋าถือหยิบโทรศัพท์ของสไบนางออกมายัดใส่มือเขา “เอาไปคืนนังบีด้วย”

ที่แท้เมธาวีแอบหยิบโทรศัพท์มือถือของสไบนางที่วางไว้มาโทร.หลอกจับโกหกอุปมานั่นเอง...

ooooooo

วิมาดาผิดหวังจากอุปมา ตัดสินใจหันกลับไปหาธนู แต่ด้วยการช่วยเหลือของหยาดฝนที่อยากให้ธนูกลับมาคืนดีกับสายทิพย์และมาเป็นพ่อที่ดีของแคปปิตอลหลานชายวัยน่ารัก กอปรกับธนูสำนึกผิดรู้ตัวว่ารักลูกเมียมาก พยายามตามง้อ จนในที่สุดสาย- ทิพย์ยอมอ่อนข้อให้ ทำให้วิมาดาลอยคว้าง หาที่เกาะไม่ได้

ในที่สุดเธอก็ไปเกาะเสี่ยคนหนึ่ง ซึ่งก็อยู่ในฐานะเมียน้อย จนเมื่อธนูกับสายทิพย์เห็นเธอฉอเลาะกับคนใหม่ สายทิพย์พูดอย่างสมเพชว่า “ตกลงเขาจะเอาดีทางเมียน้อยจริงๆหรือ บาปกรรมจะตามสนองเข้าสักวัน”

ooooooo

คืนก่อนวันแต่งงาน คุณหญิงเรียกเมธาวีเข้าไปพบที่ห้องนอน เพื่อบอกความจริงที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาในภายหลัง เมธาวีมองหน้าย่าอย่างสงสัย อยากรู้ คุณหญิงเล่าอย่างสะเทือนใจ  ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในปัจจุบัน ว่ามาจากความอาฆาตพยาบาทของบารมีและประมุขในอดีต

คุณหญิงเล่าว่า ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นผลจากแผนการแก้แค้นของบารมี เล่าถึงเหตุแห่งความแค้นให้ฟัง เมธาวีฟังอย่างตั้งใจ แล้วบอกคุณหญิงว่า

“พ่อทำกับพวกเขาขนาดนี้ก็สมควรแล้วล่ะที่เขาจะกลับมาแก้แค้น”

“มาร์คก็คือหมากตัวหนึ่งของพ่อมี เผอิญเขามาถูกอกถูกใจเมเข้าพอดี ถ้าเมไม่โชคร้ายถูกชันษาพาตัวไป เรื่องทั้งหมดอาจจะจบสวยไปแล้วก็ได้...แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงตอนนี้ทุกอย่างก็จะลงเอยด้วยดีแล้ว มาร์คเป็นคนดีมาก ย่าดีใจด้วยที่เมจะได้คู่ชีวิตที่ดี”

เมธาวียิ้มบางๆน้ำตารื้น เพราะรู้แก่ใจดีว่าอุปมาไม่ได้รักตนเหมือนที่รักสไบนาง

หลังจากนั้น คุณหญิงมอบเครื่องประดับให้ชุดหนึ่งพลางบอกความจริงที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งว่า ที่แท้แล้วสไบนางคือน้องสาวแท้ๆของเธอ น้องน่าสงสารมาก เพราะมีพ่ออยู่กับตัวแท้ๆแต่ก็ถูกปิดบัง ต้องเป็นเด็กกำพร้าทั้งพ่อทั้งแม่มาตลอดชีวิต

คุณหญิงยังขอให้เมธาวีรักน้องให้มาก เพราะน้องไม่มีวันที่จะมีอะไรที่สมบูรณ์เพียบพร้อมเหมือนเธอ น้องมีแม่ที่เขาเก็บมาเลี้ยงที่เป็นลูกใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่ผู้ลากมากดีมีชาติตระกูลแบบจิตรา แล้วขอร้องหลานสาวว่า

“ให้สัญญากับย่าได้รึยังล่ะเม อย่าคิดชิงดีชิงเด่นอะไรกับบีอีกเลย ถ้าทำใจให้รักไม่ได้ก็อย่าเกลียดน้องเลยนะ สุดท้ายจริง เราก็มีกันอยู่แค่สองคนพี่น้องเท่านั้นนะ ย่าขอแค่นี้แหละ ย่าจะได้นอนตายตาหลับ”

เมธาวีมองหน้าย่าอย่างเห็นใจแต่ก็ทำใจยังไม่ได้ เธอลุกเดินไปส่องกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้ง เสชมเครื่องประดับที่ย่าสวมให้ว่า “สวยจังเลยค่ะคุณย่า...”

ooooooo

รุ่งขึ้น อันเป็นวันจัดพิธีแต่งงานเป็นการภายในที่บ้านสวนตามคำขอของเมธาวี อุปมาแต่งหล่อแต่หน้าเศร้า จนทศวรรษแซวว่าทำหน้าตาให้สดชื่นหน่อยสิเจ้าบ่าว บารมีก็บอกว่าให้ทำใจเหมือนวันที่เขาแต่งงานกับเมธาวีครั้งแรกสิ เผื่อหน้าตาจะสดชื่นขึ้น

“ผมจำความรู้สึกวันนั้นไม่ได้แล้วล่ะครับพ่อ” อุปมาตอบซึมๆแล้วเดินเลี่ยงไปเศร้าๆ

แล้วประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยจนได้ เมื่อช่างแต่งหน้าจะเข้าไปแต่งหน้าแต่งตัวให้เมธาวี ปรากฏว่าเธอหายไปแล้ว ทิ้งไว้แต่เครื่องประดับที่คุณหญิงให้เมื่อคืนนี้กับจดหมายฉบับหนึ่ง...โดยทศวรรษเป็นคนอ่านให้ทุกคนฟัง

เมธาวีบรรยายในจดหมายถึงความรู้สึกที่ทนไม่ได้ที่ต้องเสียความภูมิใจในตัวเองเพื่อแลกกับความว่างเปล่าปราศจากความหมายของใคร มันไม่ยุติธรรมสำหรับตนกับอุปมาและสไบนางด้วย

ตอนหนึ่งเธอเขียนว่า “ฉันไม่ได้เปิดทางให้เธอ มาร์คเองก็ไม่ใช่ของเหลือจากใคร และเธอก็ไม่ใช่เจ้าสาวสำรองของใครนะบี เธอคือเจ้าสาวเต็มตัวที่เจ้าบ่าวดีๆอย่างมาร์คปรารถนาจะแต่งงานด้วยมากที่สุด...มาร์คเป็นคนดี แต่เขาไม่เหมาะสมกับฉัน เพราะเขาขาดคุณสมบัติสำคัญที่ฉันปรารถนา นั่นก็คือ หัวใจของเขา...แต่งงานแทนฉันทีนะบี...”

ในตอนสุดท้าย เมธาวีเขียนว่า “พิธีวันนี้คือเซอร์ไพรส์ที่ฉันฝากไว้เป็นของขวัญให้เธอก่อนการจากไปของฉัน ฉันหวังว่าเธอคงยอมรับของขวัญชิ้นแรกจากพี่สาวคนนี้...”

เหตุนี้เอง จึงต้องมีการเปลี่ยนตัวเจ้าสาวกันอีกครั้ง แต่การเปลี่ยนตัวครั้งนี้ยังความยินดีแก่ทุกคน ยกเว้นวิจิตราที่ฟังทศวรรษอ่านจดหมายจบก็เป็นลมพับไปทันที

เหตุการณ์เป็นใจเช่นนี้ อุปมาเข้าไปขอสไบนางว่า “ให้เกียรติแต่งงานกับผมอีกครั้งได้ไหมครับ” สไบนางร้องไห้โฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ โผเข้ากอดอุปมาไว้แน่น ท่ามกลางสายตาที่ปลาบปลื้มของทุกคน ในขณะที่วิจิตราหมดสติพิงพนักโซฟา โดยมีบังอรคอยเอายาดมรอจมูกให้

ooooooo

อาทิตย์ไปส่งเมธาวีที่สนามบิน เขาแสดงความยินดี ดีใจที่เธอตัดสินใจแบบนี้ เมธาวีตัดใจบอกอาทิตย์ว่าเลิกพูดเรื่องนี้เถอะ อาทิตย์ขอโทษแล้วถามว่าทำไมเธอถึงต้องหนีไปไกลขนาดนั้น

“พอดีวีซ่ายังเหลือก็ตัดสินใจไปทีเดียวเลยไม่อยากให้ใครตามไปง่ายๆ”

อาทิตย์ถามอ้อนๆ ว่า รวมทั้งตนด้วยใช่ไหม ตกลงเธอไม่รับข้อเสนอของตนจริงๆ หรือ เธอตอบอย่างหนักแน่นว่า ไม่อยากให้เขาแต่งงานกับตนเพราะความสงสาร และไม่อยากให้เขาคิดว่าตัวเองเป็นช้อยส์สำรอง ขอให้เวลาเป็นเครื่องตัดสินทุกอย่างดีกว่า
เมธาวีจากไปแล้ว เธออาจจะไปเรียนต่อ บอกอาทิตย์ว่า กว่าทุกอย่างจะลงตัว บางทีเราสองคนอาจจะได้เจอคนใหม่ไปแล้วก็ได้

“แล้วถ้าเรากลับมาเจอกันใหม่อีกครั้ง แล้วต่างคนต่างไม่มีใคร ตอนนั้นขอผมเป็นช้อยส์แรกมั่งจะได้ไหม...ชีวิตนี้เป็นอันดับสองตลอดเลย”

อาทิตย์พูดติดตลกจนเมธาวีขำหัวเราะออกมา ทั้งคู่จากกันด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจกัน

ooooooo

หลังพิธีแต่งงานที่จัดอย่างเรียบง่ายภายในหมู่ญาติแล้ว สไบนางกับอุปมาก็พากันไปฮันนีมูนที่บังกะโลชายทะเล ทั้งคู่ยังคงจิกๆกัดๆ กันอย่างร่าเริงตามเคย ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างที่อาทิตย์พูดไว้จริงๆ

เมื่อขนข้าวของเข้าบังกะโลแล้ว อุปมาพูดอย่างมันเขี้ยวว่า ในที่สุดก็ได้ฮันนีมูนกับเขาจริงๆเสียที พลางก็ทำกรุ้มกริ่ม จนสไบนางเขินปรามว่าอย่ามาทะลึ่ง

“หวังว่าคืนนี้คงไม่เอากรรไกรตัดหญ้ามาขวางกลางเตียงอีกนะครับ”

สไบนางพูดหน้าตาเฉยว่า ไม่เอามาให้หนักหรอก อุปมายิ้มกว้างชมว่าน่ารักที่สุด แต่แล้วเธอก็หยิบกรรไกรเล็กออกมาพูดหน้าตายว่า “เพราะอันแค่นี้ก็ตัดขาด ชับๆๆๆ แล้ว” พูดแล้วขำเอง

อุปมาทำท่าขึงขังหยอกว่า “โห...ดูถูกกันแบบนี้ต้องพิสูจน์ตอนกลางวันแสกๆนี่แล้ว” พูดแล้ววิ่งไล่จับสไบนางไปรอบห้องหัวเราะกันสนุกสนาน

หลังจากนั้นก็นั่งเรือกล้วย ติดข้างเรือว่า Just Married แต่งด้วยดอกไม้ผูกลูกโป่งสวรรค์หลากสี อุปมากับสไบนางสวมชูชีพนั่งไปด้วยกัน อุปมานั่งหน้าสไบนางนั่งหลัง เธอเกาะเอวเขาไว้

ขณะไกลฝั่งออกไปทั้งคู่ปล่อยมือบ๋ายบายมาที่ฝั่ง เป็นจังหวะที่เรือตีโค้งแรงๆ ทั้งคู่เลยตกน้ำ หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางเสียงคลื่นที่สาดซัดเป็นระลอก...

ooooooo

–อวสาน–

No comments:

Post a Comment